Indiana Jones-ธรรมะย่อมชนะอธรรม

โดย คุณชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

สัปดาห์นี้…ไปว่ากันถึงหนังแนวผจญภัยก็แล้วกัน ซึ่งอันที่จริงเป็นหนังที่เคยคิดจะหยิบมาพูดถึงมานานแล้ว แต่ก็ยังก้ำๆกึ่งๆ ด้วยเหตุเพราะผู้นิรมิตรังสรรค์หนังเหล่านี้ ท่านออกจะ “กลายพันธุ์” ไปในช่วงหลังๆ จนทำให้แทบหมดอารมณ์พูดถึง แต่เมื่อต้องแยกเรื่อง “ส่วนตัว” กับเรื่องของ “ผลงาน” ว่ามันไม่ควรจะเอาไปปะปนกัน ก็เลยเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องหยิบเอาหนังที่ร่ายยาวเป็นซิรีส์ถึง 3 ตอน 4 ตอนด้วยกัน มาพูดถึง อ้างถึง อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้…

นั่นก็คือหนังว่าด้วยการสำรวจ ผจญภัย ของศาสตราจารย์นักโบราณคดี ผู้มีชื่อเรียกขานว่า “อินเดียนา โจนส์” (Indiana Jones) นั่นเอง ฝีมือการสร้างและการกำกับโดยสองเพื่อนร่วมชั้นมหาวิทยาลัย “จอร์จ ลูคัส” (George Lucas)และ “สตีเวน สปีลเบอร์ก” (Steven Spielberg) ที่ว่ากันว่า…ไป “ปิ๊งไอเดีย” คิดจะทำหนังเรื่องนี้ขณะร่วมเดินทางไปพักผ่อน ท่องเที่ยว อยู่แถวๆฮาวาย ขณะที่ทั้งรายต่างประสบความสำเร็จจากหนังที่ตัวเองได้สร้างมาแล้วทั้งสิ้น คือ “จอร์จ ลูคัส” กำลังดังระเบิดจากหนังเรื่อง “Star Wars” ส่วน “สปีลเบอร์ก” ก็ดังขี้แตก ขี้แตน มาจากหนังเรื่อง “Close Encounter of the Third kind” หรือหนังประเภท “มนุษย์ต่างดาว” ด้วยกันทั้งคู่ แต่กลับมาปิ๊งไอเดียคิดจะสร้างหนังประเภทการผจญภัยทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ด้วยเหตุผลกลใดก็มิอาจทราบได้…

แต่เอาเป็นว่า…เมื่อ 2 อภิมหานักทำหนังเหล่านี้ มาร่วมจับมือกันคลอด “อินเดียนา โจนส์” ออกมาจากครรโภทร ทุกสิ่งทุกอย่างก็เลย “ดัง” แบบยิ่งกว่าระเบิดเถิดเทิง ยิ่งกว่าขี้แตก ขี้แตน กลายเป็น “หนังทำเงิน” ระดับฟันกำไรไม่รู้กี่ร้อยต่อกี่ร้อยเท่า ของเงินลงทุนที่ใช้ไปแค่ประมาณ 18 ล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่รายได้ที่หวนคืนกลับมาเฉพาะแค่การออกฉายช่วงนั้น ปาเข้าไปถึง 389.9 ล้านดอลลาร์ นั่นยังไม่รวมไปถึงการเก็บเบี้ยใต้ถุนร้านจากค่าลิขสิทธิ์ต่างๆที่บรรดาเคเบิลทีวี.ยังคงนำมาฉายวนไป-วนมา อยู่ตามโทรทัศน์ต่างๆในทุกวันนี้ ด้วยเหตุเพราะเป็นอะไรที่ สุดแสนสนุก ตื่นเต้น สามารถละลายไขมัน เอามันซ์ซ์ซ์กันได้แบบชนิดนาทีต่อนาที แค่เฉพาะอันตัวข้าพเจ้าเองก็ดูมาแล้วน่าจะรอบที่ 100 หรือรอบที่ 200 ไปแล้วก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นอินเดียนา โจนส์ภาค 1 หรือภาค “The Raiders of the Lost Ark” (ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า) ภาค 2 “Indiana Jones and The Temple of Doom” (ถล่มวิหารเจ้าแม่กาลี) และภาค 3 “Indiana Jones and the last crusade” (ศึกอภินิหารครูเสด) ยกเว้นแต่ภาค 4 หรือภาค “Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal skull” หรืออินเดียนา โจนส์กับกระโหลกแก้ว อะไรประมาณนั้น ที่ออกจะสะท้อนให้เห็นว่าอภิมหาผู้กำกับอย่าง “สปีลเบอร์ก” แทบไม่เหลืออะไรอยู่ใน “กระโหลก” ของตัวเองอีกแล้ว หลังจากที่ได้ “กลายพันธุ์” ไปนานพอสมควร…

คือความสนุก ตื่นเต้น ความมันซ์ซ์ซ์ ของอินเดียนา โจนส์ในแต่ละภาค (ยกเว้นภาค 4)นั้น…คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ออกไปในทาง “แมงโม้” นั่นแหละเป็นหลัก ประเภท “พระเอกคนเดียว ต่อยกับผู้ร้ายตั้งพัน นางเอกสวยดีแต่ก็ยักไม่มีฟัน ต่อยกันสะบั้นในงูเขียว…งูเขียว” ตามม๊อตโตโฆษณาหนังไทยบ้านเราเรื่อง “งูเขียว” ของ “ดอกดิน ตัวดำดำ” อะไรประมาณนั้น หรือคงไม่ต้องเสียเวลาไปคิดเรื่องความสมจริง-ไม่สมจริง ให้ต้องปวดเศียร เวียนเกล้า โดยใช่เหตุ เพราะยังไงๆ…มันก็เป็นแค่ “หนัง” ไม่ใช่เรื่องจริง ชีวิตจริง ซักกะหน่อย แต่ภายใต้ความมันซ์ซ์ซ์ ความตื่นเต้น ในลักษณะทำนองนี้ ทั้ง “ลูคัส” และ “สปีลเบอร์ก” ยังสามารถสอดแทรก “คตินิยม” หรือ “ค่านิยม” บางอย่างเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง น่าประทับใจ มิใช่น้อย โดยเฉพาะค่านิยมประเภท “ธรรมะต้องชนะอธรรม” ตลอดไปทั้ง 3 ภาค แม้ว่า “อธรรม” ที่ว่า…จะหนักไปทางพวก “เยอรมันนาซี” อันเป็นที่จงเกลียด จงชัง ของนักทำหนังชาวยิว อย่าง “สตีเวน สปีลเบอร์ก” ซะเป็นหลัก แต่คงไม่ถึงกับต้องไปถือสา หาความ อะไรมากมาย เพราะสิ่งที่พวกนาซีเยอรมันได้เคยกระทำกรรมเวรเอาไว้ต่อบรรดามวลมนุษยชาติ ย่อมต้องถือเป็น “อธรรม” อยู่แล้วแน่ๆอย่างมิพึงต้องสงสัย…

ในอินเดียนา โจนส์ภาค 1 หรือภาคตามหา “หีบพันธะสัญญา” หรือหีบอันเป็นที่สิงสถิตของพระเจ้าแห่งชาวยิวนั้น แม้ว่ามีพวกนาซีเยอรมัน รับบทเป็นตัวร้าย หรือเป็นฝ่ายอธรรม แต่บุคลิก ลักษณะ หรือ “สัญญลักษณ์” แห่งความเป็น “พระผู้เป็นเจ้า” ที่ถูกถ่ายทอดออกมาพอให้เห็นรางๆในหนังเรื่องนี้ ก็เป็นอะไรที่เข้มขลัง ศักดิ์สิทธิ์ และลึกซึ้ง มิใช่น้อย จนทำให้การต่อสู้ระหว่าง “ธรรมะกับอธรรม” ไม่ได้ออกไปในทางหยาบๆ ง่ายๆ แต่นิ่มนวล ประณีต พอที่จะก่อให้เกิดแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจ ต่อการใฝ่ใจ หรือการยืนหยัดที่จะเป็น “ฝ่ายธรรมะ” ได้ไม่น้อย ไม่ต่างไปจากอินเดียนา โจนส์ภาค 2 ที่แม้ว่าจะเปลี่ยนฉากเหตุการณ์ไปแถวๆอินตะระเดียโน่นเลย ไม่ได้มีพวกนาซีเยอรมันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ “ฝ่ายอธรรม” ที่ปรากฏตัวอยู่ในรูปร่างลักษณะของ “อวิชชา” หรือของ “ลัทธิ-ความเชื่อ” ที่มุ่งกอบโกยผลประโยชน์จากผู้ที่เสียเปรียบ ผู้ที่อ่อนแอกว่า แม้แต่เด็กๆ ยังถูกนำมาใช้เป็น “ทาสแรงงาน” เอาไว้ทำเหมืองชนิดทารุณ โหดร้ายแบบสุดๆ ด้วยการดัดแปลงเอาลัทธิ ความเชื่อเก่าๆของชาวอินเดียบางกลุ่ม บางราย อย่างเช่นพวกที่บูชา “เจ้าแม่กาลี” จนพร้อมจะเอาเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมาเป็นเครื่องเซ่น สังเวย มาใช้เป็นตัวแทนของ “ฝ่ายอธรรม” ในเรื่องนี้ ก็ต้องเรียกว่า…เป็นอะไรที่ละเอียด ประณีต และลึกซึ้งพอสมควร แถมเมื่อไปคว้าเอาตัวดาราเด็กชาวเวียดนาม อย่าง “โจนาธาน ดีควาน” มารับบทเป็น “พระรอง” หรือเป็น “ผู้ช่วยพระเอก” ยิ่งทำให้สีสันการต่อสู้ระหว่าง “ฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรม” ยิ่งเป็นอะไรที่เร้าใจ สามารถสร้างแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี…

ส่วนอินเดียนา โจนส์ภาค 3 หรือภาค “The last Crusade” นั้น…ยิ่งประณีต ลึกซึ้ง ยิ่งขึ้นไปอีก สามารถนำเอามาใช้อธิบายความแตกต่างระหว่าง “ความจริงทางประวัติศาสตร์” กับ “ความเชื่อมั่นศรัทธาทางศาสนา” ได้เป็นอย่างดี พูดง่ายๆว่า…สามารถทำให้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ที่ออกจะเป็นอะไรที่แห้งๆในสายตาคนทั่วไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ กลับเป็นเรื่องที่สามารถก่อให้เกิดความหวัง เกิดแรงบันดาลใจ ได้มากเสียยิ่งกว่าการเสียเวลามานั่งเถียงว่าใครผิด-ใครถูก อย่างที่พวกนักประวัติศาสตร์ทั้งหลายชอบเถียงๆกันอยู่ในทุกวันนี้ ด้วยเหตุเพราะสิ่งที่เรียกๆกันว่า “ความดี” หรือ “ธรรมะ” นั่นเอง ย่อมสำคัญซะยิ่งกว่าไม่รู้กี่พัน กี่หมื่นเท่า โดยที่บรรดาความประณีต ลึกซึ้ง เหล่านี้ กลับถูกบรรยาย ถ่ายทอด ผ่านความสนุกสนาน ตื่นเต้น ผ่านฉากบู๊ แอคชั่น เอฟเฟค ชนิด “แมงโม้” กระจัดกระจาย ได้อย่างเมามันซ์ซ์ซ์เอามากๆ…

ด้วยเหตุนี้นี่เอง…ที่ทำให้อันตัวข้าพเจ้าเอง อดไม่ได้ที่จะต้องคว้ากลับมาดูประมาณรอบที่ 100 หรือรอบที่ 200 ไปแล้วก็ไม่รู้ พอๆกับที่ดูละคอนจีนเรื่อง “เปาบุ้นจิ้น” อะไรประมาณนั้น และทำให้อดที่จะหลงไหล คลั่งไคล้ ในฝีมือ ความสามารถ ตลอดไปจนถึง “กึ๋น” ของอภิมหาผู้กำกับอย่าง “สตีเวน สปีลเบอร์ก” รวมทั้ง “จอร์จ ลูคัส” อยู่เนิ่นนานทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ…หลังจากที่ “สปีลเบอร์ก” และ “จอร์จ ลูคัส” รวยแล้ว…สบายไปแล้ว!!! ฟันกำไรจากหนังแต่ละเรื่องไปเป็นร้อยล้าน พันล้าน จนก่อให้เกิดอาการ “กลายพันธุ์” ไปในท้ายที่สุด ถึงพอได้ “สติ” ขึ้นมามั่ง ว่าทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ ย่อมต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย ด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้…สิ่งนี้จึงเป็นไป หรือมันคงต้อง “เป็นเช่นนั้นเอง” ดังนั้น…แม้ว่า “ตัวตน” ของอภิมหาผู้กำกับทั้งสอง จะ “เปลี่ยนไป๋” ขนาดไหน แต่ “ผลงาน” ที่ยังคงดำรงอยู่ ในช่วงที่ความเชื่อมั่นต่อค่านิยมว่าด้วย “ธรรมะย่อมต้องชนะอธรรม” ยังคงมั่นคง แข็งแรง ย่อมต้องถือเป็นสิ่งที่ควรยกย่อง สรรเสริญ อย่างมิอาจปฏิเสธได้อยู่แล้วแน่ๆ…นั่นแล…

ข่าวน่าสนใจ

Close