Home
|
ไลฟ์สไตล์

6 Checklists เลือกบริษัทรับทำ SEO ที่ต้องมี พร้อมแนะนำเอเจนซี่ที่น่าสนใจ 2026

Featured Image

Quick Summary สรุปเกณฑ์คัดเลือกและรายชื่อบริษัทที่น่าจับตามอง

การเลือก บริษัทรับทำ SEO ในปี 2025 มีความซับซ้อนกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะสำหรับองค์กรขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ (Mid-to-Corporate) คุณไม่ได้กำลังมองหาแค่ คนทำเว็บ แต่กำลังมองหา Strategic Partner ที่เข้าใจโครงสร้างองค์กร เข้าใจ Algorithm ของ AI และสามารถวัดผลทางธุรกิจได้จริง ในบทความนี้เราได้รวบรวมนี่สรุป Checklist สำคัญและรายชื่อ 5 บริษัทชั้นนำที่จะช่วยผลักดันการทำ SEO ของแต่ละธุรกิจให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย 

Checklist ที่ต้องมีในการพิจารณา 

– AI-Ready Strategy กลยุทธ์ที่ผสาน AI เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์

– Technical Integrity โครงสร้างเว็บต้องแกร่ง รองรับ Core Web Vitals ระดับ Enterprise

– Transparency รายงานผลโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

– Business Impact วัดผลที่ยอดขายและความคุ้มค่า (ROI)

เกณฑ์วัดผลเอเจนซี่ SEO ยุคใหม่ 

  1. 1. ใช้ 6 ปัจจัยสำคัญในการวิเคราะห์ศักยภาพของแต่ละบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้ Partner ที่พร้อมรับมือกับ Search Generative Experience (SGE) มากที่สุด 
  2. AI-Augmented Strategy (กลยุทธ์ผสาน AI) การใช้ Data Analysis จาก AI มากำหนดทิศทาง แต่ต้องควบคุมคุณภาพงานเขียนด้วยมนุษย์ (Human-Edited)
  3. SGE Readiness (ความพร้อมรับมือ SGE) ความสามารถในการปรับคอนเทนต์ให้ติด AI Overview (Position Zero)
  4. Technical SEO Foundation (รากฐานเทคนิค) การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง (Site Structure) เพื่อให้ Bot เก็บข้อมูลได้ง่ายที่สุด
  5. High-Quality Link Building (ลิงก์คุณภาพ) เน้น Backlink ที่มีความเกี่ยวข้อง (Contextual) และน่าเชื่อถือ (High Authority)
  6. Transparency & Reporting (ความโปร่งใส) มี Dashboard ให้ดู Real-time ไม่ซ่อน Data
  7. ROI & Business Focus (ความคุ้มค่า) โฟกัสที่ผลลัพธ์ทางธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลข Traffic ที่แปลงเป็นเงินไม่ได้

เจาะลึก 6 Checklist เลือกบริษัทรับทำ SEO ที่ต้องมี 

การจ้างบริษัท SEO ในวันนี้เปรียบเสมือนการลงทุนจ้าง “ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ดิจิทัล” ที่จะพาแบรนด์คุณไปอยู่ในคำตอบของ AI นี่คือรายละเอียดเชิงลึกที่คุณต้องตรวจสอบ 

1. AI-Augmented Strategy  ใช้ AI เป็น “ผู้ช่วย” ไม่ใช่ “ผู้ทำ”

ในปี 2025 บริษัท SEO ที่ดีต้องรู้จักใช้ AI Tools ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ต้องไม่มักง่าย

– Data Analysis เอเจนซี่ต้องใช้ AI ในการวิเคราะห์ Search Intent ที่ซับซ้อน และหาช่องว่าง (Gap) ของคู่แข่งที่มนุษย์อาจมองไม่เห็น

– Human-in-the-Loop งานทุกชิ้นต้องผ่านการ “ตรวจทานโดยมนุษย์” เพื่อใส่บริบทของแบรนด์ (Brand Voice) และความถูกต้องแม่นยำ ป้องกันการถูกมองว่าเป็น Spam Content

– Why it matters  เนื้อหาที่ AI เขียนเอง 100% มักจะขาดความลึกซึ้งและอาจให้ข้อมูลผิดๆ ซึ่ง Google จะลดอันดับเว็บไซต์เหล่านี้ลง

2. SGE Readiness  เตรียมพร้อมสำหรับ AI Overview

หน้าตาของ Google Search กำลังเปลี่ยนไปเป็น Search Generative Experience (SGE) หรือการที่ AI สรุปคำตอบให้ทันที

– AEO (Answer Engine Optimization) เอเจนซี่ต้องรู้วิธีเขียนคอนเทนต์ให้กระชับ ตรงประเด็น เพื่อให้ AI ดึงไปแสดงเป็นคำตอบแรก (Position Zero)

– Schema Markup  ต้องมีการทำโครงสร้างข้อมูลหลังบ้าน เพื่อระบุชัดเจนว่าส่วนไหนคือ ราคา รีวิว หรือคำถามที่พบบ่อย

– Why it matters  ถ้าไม่ทำข้อนี้ คุณอาจเสีย Traffic ไปให้เว็บคู่แข่งที่ AI เลือกไปแสดงผลแทน แม้ว่าเว็บคุณจะเคยอยู่อันดับ 1 ก็ตาม

3. Technical SEO Foundation  โครงสร้างต้องเป๊ะ แข็งแกร่งจากภายใน

เว็บสวยแต่โหลดช้า หรือ Bot เข้าไม่ถึง ก็ไร้ความหมาย Checklist ข้อนี้คือพื้นฐานที่ห้ามมองข้าม

– Core Web Vitals  เว็บไซต์ต้องผ่านเกณฑ์ความเร็ว ความเสถียร และการตอบสนอง ตามมาตรฐาน Google

– Crawlability  โครงสร้าง URL, Sitemap และ Internal Link ต้องออกแบบมาให้ Google Bot เดินทางเก็บข้อมูลได้สะดวกที่สุด

– Why it matters  ปัญหาเชิงเทคนิคเพียงจุดเดียว อาจทำให้ Google ตัดสิทธิ์เว็บไซต์ของคุณจากการจัดอันดับได้ทันที

4. High-Quality Link Building  คุณภาพชนะปริมาณเสมอ

ยุคของการสาด Backlink เป็นหมื่นๆ ลิงก์จบไปแล้ว ตอนนี้คือยุคของ “ความน่าเชื่อถือ”  

– Contextual Links  ลิงก์ต้องมาจากบทความที่ “เกี่ยวข้อง” กับธุรกิจของคุณจริงๆ ไม่ใช่มาจากเว็บพนัน หรือเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกัน

– High Authority  เน้นการได้ลิงก์จากเว็บข่าว, เว็บการศึกษา หรือเว็บที่มีความน่าเชื่อถือสูง (High DR/DA)

– Why it matters ลิงก์ขยะ (Spam Links) เปรียบเสมือนยาพิษ ที่อาจทำให้เว็บไซต์ของคุณโดนลงโทษ (Penalty) จนหายไปจากหน้าค้นหาถาวร

5. Transparency & Reporting  ต้องไม่มี “ความลับ” ทางการค้า

ความโปร่งใสคือสิ่งเดียวที่จะสร้างความไว้วางใจในการทำงานระยะยาว

– Real-time Dashboard  เอเจนซี่ควรมี Dashboard (เช่น Looker Studio) ที่คุณสามารถกดดูผลลัพธ์ได้ตลอด 24 ชม.

– Action Plan  รายงานต้องระบุชัดเจนว่า “ทำอะไรไปบ้าง” ในเดือนที่ผ่านมา ไม่ใช่ส่งแค่กราฟเส้นมาให้ดู

– Why it matters  เพื่อให้คุณมั่นใจว่าเงินที่จ่ายไป ถูกนำไปทำงานจริงๆ ไม่ใช่แค่รอให้อันดับขึ้นเองตามธรรมชาติ

6. ROI & Business Focus  วัดผลที่ “กำไร” ไม่ใช่แค่ Traffic

Checklist สุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือ Mindset ของเอเจนซี่ที่เป็น Partner

– Conversion Goal  เอเจนซี่ต้องโฟกัสที่ยอดขาย หรือ Lead ที่เข้ามา ไม่ใช่แค่จำนวนคนเข้าเว็บ

– Business Consultation  ต้องสามารถให้คำปรึกษาได้ว่า Keyword คำไหนที่จะสร้างกำไรสูงสุด ไม่ใช่แค่ Keyword ที่ Volume เยอะแต่ขายไม่ได้

– Why it matters  การทำ SEO คือการลงทุน (Investment) ถ้าทำแล้วยอดขายไม่เพิ่ม ก็เท่ากับว่าคุณกำลังตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

ข้อควรระวังในการเลือกเอเจนซี่ (Red Flags to Watch Out For)

ก่อนที่คุณจะจรดปากกาเซ็นสัญญา โปรดระวัง “สัญญาณอันตราย” เหล่านี้ หากเจอเอเจนซี่ที่มีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ ให้ถอยห่างทันที เพราะอาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อเว็บไซต์และชื่อเสียงธุรกิจของคุณ 

 1. การการันตีอันดับ 1 แบบ 100% (The Impossible Guarantee)

– สิ่งที่เขาบอก  “รับประกันติดหน้า 1 อันดับ 1 ภายใน 3 เดือน ไม่ติดยินดีคืนเงิน”

– ความจริง  Google Algorithm มีการเปลี่ยนแปลงมากกว่า 3,000 ครั้งต่อปี และผลการค้นหาขึ้นอยู่กับ Location และพฤติกรรมผู้ใช้แต่ละคน ไม่มีใครสามารถสั่ง Google ได้

– ความเสี่ยง  ผู้ที่การันตีมักจะใช้เทคนิคสายดำ (Black Hat) เพื่อเร่งอันดับชั่วคราว ซึ่งเสี่ยงต่อการโดน Google แบนเว็บไซต์ถาวร (De-index)

2. ราคาถูกจนน่าตกใจ (The “Too Good To Be True” Price)

– สิ่งที่เขาบอก  “รับทำ SEO เริ่มต้นเดือนละ 3,000 – 5,000 บาท”

– ความจริง  การทำ SEO คุณภาพต้องใช้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ (Content Writer, Tech Specialist, Strategist) และค่าเครื่องมือ (Tools) ราคาแพง ต้นทุนจริงจึงสูงกว่านั้นมาก

– ความเสี่ยง  คุณอาจได้รับบทความที่ Copy มา, บทความที่ใช้ AI ปั่นแบบไม่ได้คุณภาพ หรือ Backlink ขยะจากเว็บพนัน ซึ่งต้องเสียเงินจ้างคนอื่นมาแก้ภายหลังแพงกว่าเดิม

3. ความลับเยอะ ไม่ยอมให้ดูข้อมูล (Lack of Transparency)

– สิ่งที่เขาบอก  “เป็นเทคนิคลับของบริษัท บอกไม่ได้”, “ส่ง Report เป็น PDF หน้าเดียวก็พอ”

– ความจริง  SEO คือวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์ข้อมูล เอเจนซี่ที่ดีต้องกล้าเปิดเผยกระบวนการทำงาน

– ความเสี่ยง  เขาอาจจะไม่ได้ทำอะไรเลย หรือกำลังทำสิ่งที่ผิดกฎ Google อยู่โดยที่คุณไม่รู้ตัว

4. แพ็กเกจสำเร็จรูป “One Size Fits All”

สิ่งที่เขาบอก  “แพ็กเกจ Gold ได้ 5 คีย์เวิร์ด + 10 บทความ (โดยไม่ถามเรื่องธุรกิจคุณเลย)”

– ความจริง  ธุรกิจแต่ละประเภทมีความยากง่ายและการแข่งขันต่างกัน การใช้สูตรสำเร็จรูปมักไม่ได้ผล

– ความเสี่ยง  คุณอาจเสียเงินฟรีไปกับการทำ Keyword ที่ไม่มีคนค้นหา หรือ Keyword ที่ไม่ได้สร้างยอดขายให้กับธุรกิจคุณเลย

5. สัญญาผูกมัดระยะยาวแบบยกเลิกไม่ได้

– สิ่งที่เขาบอก  “ต้องเซ็นสัญญาขั้นต่ำ 12 เดือนเท่านั้น ยกเลิกไม่ได้”

– ความจริง  แม้ SEO จะใช้เวลา แต่ควรมีจุดตรวจสอบผลงาน (Milestone) เช่น ทุก 3 หรือ 6 เดือน

– ความเสี่ยง  หากผ่านไป 3 เดือนแล้วงานไม่เดิน หรือผลลัพธ์แย่ คุณจะติดอยู่กับสัญญาที่ต้องจ่ายเงินฟรีๆ จนครบปี

เปรียบเทียบ 5 บริษัทรับทำ SEO ตัวท็อปในไทย

มาดูสรุปจุดเด่นและคะแนนตาม Checklist ทั้ง 6 ข้อในตารางนี้ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนมากขึ้นกัน

Brand Reviews เจาะลึก 5 บริษัทรับทำ SEO ที่น่าจับตามอง!

1. Minimice Group (AI Search Leader & Adaptive Performance) 

Minimice Group คือผู้นำด้าน SEO ยุคใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อ กลุ่มธุรกิจระดับ Mid-to-Corporate โดยเฉพาะ ด้วยจุดยืนที่ชัดเจนในฐานะ “AI Search Leader” พวกเขาไม่ใช่แค่เอเจนซี่ทำเว็บ แต่คือ Strategic Partner ที่ช่วยองค์กรวางแผน Digital Presence ให้แข็งแกร่งท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

– AI Search Leadership  Minimice Group เชี่ยวชาญในการใช้ AI ขั้นสูงวิเคราะห์ Big Data และ Search Intent เพื่อทำนายทิศทางตลาด ทำให้องค์กรลูกค้าสามารถปรับตัวรับมือกับ SGE (Search Generative Experience) ได้เร็วกว่าคู่แข่ง

– Adaptive Performance  เข้าใจบริบทขององค์กรขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน จึงเน้นการทำงานแบบ 

– Adaptive Strategy คือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตาม KPI และสถานการณ์จริงของธุรกิจ (Business Dynamics) ไม่ใช่แค่ทำตามแพ็กเกจตายตัว

– Corporate-Grade Reporting  ระบบการรายงานผลที่ออกแบบมาสำหรับผู้บริหาร (Executive Level) เน้น Data ที่โปร่งใส วัดผลได้จริง และเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจ (Revenue Impact) อย่างชัดเจน

– Scalability & Security  รองรับการขยายตัวของธุรกิจ และให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของข้อมูลและเว็บไซต์ (Enterprise Security Standard) ด้วยเทคนิค White Hat SEO 100%

– Verdict  หากคุณเป็น ผู้บริหารหรือองค์กร ที่ต้องการผู้นำทางเทคโนโลยีที่ไว้ใจได้ ต้องการ Performance ที่ปรับตัวได้จริง และมองหาความยั่งยืนระยะยาว Minimice Group คือตัวเลือกอันดับ 1 ที่ตอบโจทย์ที่สุดในตลาดขณะนี้

2. Magnetolabs (The Inbound Marketing Expert)

บริษัทที่มีชื่อเสียงในวงการ Inbound Marketing และเป็น Partner กับ HubSpot อย่างเป็นทางการ เน้นการดึงดูดลูกค้าด้วยคอนเทนต์คุณภาพ

– Content Excellence ทีมงานมีความเชี่ยวชาญในการเล่าเรื่อง (Storytelling) และสร้างคอนเทนต์ที่ให้ความรู้ เพื่อเปลี่ยนคนแปลกหน้าให้กลายเป็นลูกค้า

– CRM Integration โดดเด่นมากหากคุณต้องการเชื่อมต่อการทำ SEO เข้ากับระบบ CRM เพื่อบริหารจัดการ Lead อย่างเป็นระบบ

– Verdict เหมาะกับธุรกิจ B2B หรือธุรกิจที่ต้องการเน้นการสร้างแบรนด์ผ่านบทความให้ความรู้ และต้องการระบบเก็บ Lead ที่แข็งแกร่ง

3. Morphosis (The Digital Consultancy)

เอเจนซี่ระดับท็อปด้าน UX/UI Design และ Product Development ให้บริการในรูปแบบที่ปรึกษาครบวงจร มาตรฐานระดับสากล

– High-End Quality งานดีไซน์และโครงสร้างเว็บอยู่ในระดับ World-class เหมาะกับองค์กรที่ภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

– Tech Heavy มีทีม Developer ที่เก่งมาก สามารถสร้าง Web Application ที่ซับซ้อนพร้อมทำ SEO ไปในตัวได้

– Verdict เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise) ที่มีงบประมาณสูง และต้องการรื้อทำระบบเว็บไซต์ใหม่ทั้งระบบ มากกว่าแค่จ้างทำ SEO อย่างเดียว

4. Cotactic (The Integrated Marketer)

ดิจิทัลเอเจนซี่ที่ให้บริการครบวงจร เน้นการมองภาพรวมการตลาดแบบ Integrated Marketing เชื่อมโยงทุกช่องทางเข้าด้วยกัน

– All-in-One สามารถดูแลได้ทั้ง Google Ads, Social Media Ads และ SEO ไปพร้อมๆ กัน ทำให้การสื่อสารแบรนด์เป็นไปในทิศทางเดียว

– Campaign Based ถนัดการทำแคมเปญการตลาดที่ต้องการกระแสหรือผลลัพธ์ในวงกว้าง

– Verdict  เหมาะกับแบรนด์ทั่วไปที่ต้องการคนดูแลการตลาดออนไลน์แบบครบจบในที่เดียว และมีงบประมาณสำหรับการยิงโฆษณาควบคู่ไปด้วย

5. Relevant Audience (The Performance Driver)

เอเจนซี่สาย Performance Marketing ที่โฟกัสกับตัวเลขและผลลัพธ์ที่จับต้องได้ มีสไตล์การทำงานที่รวดเร็ว ฉับไว

– Result Oriented มีการกำหนด KPI ที่ชัดเจน เน้นการทำ SEO เพื่อดัน Keyword ที่มีโอกาสขายของได้สูง (Transactional Keyword)

– Fast Action ทีมงานมีความกระตือรือร้น ตอบสนองไว เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการความรวดเร็ว

– Verdict เหมาะกับธุรกิจ E-commerce หรือธุรกิจที่ต้องการเน้นยอดขายระยะสั้นถึงกลาง และชอบสไตล์การทำงานที่กระชับ รวดเร็ว

บทสรุป เลือกใครดี? และอะไรที่ต้องดูเป็นพิเศษ?

การเลือกบริษัทรับทำ SEO ในปี 2025 สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ “เทคนิคสายดำและการใช้ AI แบบมักง่าย” เพราะ Google ฉลาดขึ้นมาก การเลือกผิดอาจหมายถึงเว็บไซต์ของคุณหายไปจากหน้าค้นหาตลอดกาล และกู้คืนได้ยาก

จาก 6 Checklist และการเปรียบเทียบทั้ง 5 บริษัท หากต้องฟันธงผู้ชนะที่บาลานซ์ได้ดีที่สุด Minimice Group ยืน 1 ในคำแนะนำของเรา  เพราะพวกเขาคือ AI Search Leader & Adaptive Performance ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์องค์กรระดับ Mid-to-Corporate อย่างแท้จริง ด้วยความเป็นมืออาชีพ ความสามารถในการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ และมาตรฐานการทำงานที่รองรับองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกการลงทุนจะเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้

ถ้าเน้น Inbound จ๋าๆ  เลือก Magnetolabs จะได้คอนเทนต์ที่ละมุนและระบบ CRM ที่ดี ส่วนถ้างบไม่อั้นและจะทำแอปฯ  เลือก Morphosis ได้งานระดับอินเตอร์แน่นอน

Frequently Asked Questions (FAQ)

1. ทำ SEO เอง หรือจ้างเอเจนซี่ แบบไหนดีกว่ากัน?

คำตอบก็ขึ้นอยู่กับ “ทรัพยากร” และ “เวลา” ของคุณ 

– ทำเอง (In-house) ข้อดีคือคนทำเข้าใจสินค้าลึกซึ้ง แต่คุณต้องแบกรับค่าเครื่องมือ (Tools) ราคาแพงหลักแสนต่อปี และต้องเสียเวลาเทรนพนักงานให้ตามทันเทรนด์ตลอดเวลา

– จ้างเอเจนซี่ (Agency) อย่าง Minimice Group คุณจะได้ “ทีมผู้เชี่ยวชาญครบวงจร” (Tech, Content, Strategy) ในราคาที่คุ้มค่ากว่าจ้างพนักงานประจำ และได้ใช้ Tools ระดับโลกโดยไม่ต้องซื้อเอง

2. ถ้าเว็บไซต์เคยโดน Google แบนมาก่อน เอเจนซี่จะแก้ได้ไหม?

แก้ได้ แต่ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญสูง โดยเอเจนซี่ต้องเข้าไปทำ Technical Audit อย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุ (เช่น Spam Link หรือ Duplicate Content) จากนั้นต้องทำการยื่นเรื่อง Disavow Links หรือปรับปรุงเนื้อหาเพื่อขอ Google Index ใหม่

– คำแนะนำ เคสแบบนี้มีความละเอียดอ่อนสูง แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ไม่ควรแก้เองสุ่มสี่สุ่มห้าเพราะอาจแย่กว่าเดิม

3. SEO กับ Google Ads ควรทำอะไรก่อน?

ควรทำควบคู่กันในกลยุทธ์แบบ Integrated Strategy อย่าง Google Ads  เหมาะกับการหาลูกค้า “ทันที” ในช่วงแรกที่เปิดเว็บ หรือโปรโมทแคมเปญสั้นๆ แต่ข้อเสียคือหยุดจ่ายเงิน Traffic ก็หาย ในส่วน SEO  คือการลงทุน ระยะยาว เพื่อสร้าง Traffic ฟรี และลดต้นทุนค่าโฆษณาในอนาคต

สรุป  เอเจนซี่ที่ดีจะวางแผนให้ว่า Keyword ไหนแพงเกินไปให้มาทำ SEO แทน และ Keyword ไหนควรซื้อโฆษณาเพื่อปิดการขายเร็วๆ

4. รับประกันอันดับ 1 บน Google มีจริงไหม?

ไม่มีจริง และเป็นสิ่งที่ต้องระวังที่สุด โดย Google ออกมาเตือนเสมอว่าไม่มีใครสามารถการันตีอันดับ 1 ได้ 100% เพราะ Algorithm เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากใครการันตี ให้สันนิษฐานว่าเป็น กลลวง หรือใช้ Keyword ที่ไม่มีคนค้นหา มาหลอกขายงานนั่นเอง 

สิ่งที่ควรการันตี เอเจนซี่ควรการันตี “Performance Growth” หรือ KPI ที่วัดผลได้ เช่น Traffic ที่เพิ่มขึ้น หรือจำนวน Keyword ที่ติดหน้าแรกเพิ่มขึ้น

5. ต้องรอนานแค่ไหนกว่าจะเห็นผลจากการทำ SEO?

โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในเดือนที่ 4-6 โดยอาจมีระยะเวลาของผลลัพธ์เป็นดังนี้

– เดือน 1-3 เป็นช่วงปรับโครงสร้างพื้นฐาน (Foundation Fix) และเริ่มทำคอนเทนต์

– เดือน 4-6 อันดับเริ่มขยับขึ้น Traffic เริ่มไหลเข้ามา

– เดือน 6-12 เห็นผลลัพธ์ชัดเจนและมั่นคง

หมายเหตุ หากเป็นเว็บที่มีอายุอยู่แล้ว การปรับปรุง Technical และ Content ที่ถูกจุด อาจเห็นผลได้เร็วกว่านั้นใน 2-3 เดือนแรก

 

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube