จากเหรียญทองสู่บัตรเลือกตั้ง ฮีโร่กีฬากับบททดสอบในสนามการเมือง
ในสังคมไทย ชื่อเสียงจากสนามกีฬาเคยเป็น “พลังบวก” ที่ยกระดับนักกีฬาจากคนธรรมดาไปสู่ฮีโร่ของชาติ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง หลายคนกลับพบว่าเสียงเชียร์จากอัฒจันทร์ ไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงในคูหาเลือกตั้งเสมอไป
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักกีฬาไทยจำนวนไม่น้อยตัดสินใจผันตัวเข้าสู่การเมือง ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงเวทีสภาผู้แทนราษฎร ทว่าผลลัพธ์ส่วนใหญ่กลับลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า เหตุใดนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จในสนามแข่งขัน จึงยังไม่ประสบความสำเร็จในสนามการเมือง
ชื่อเสียง ≠ ความเชื่อมั่นทางนโยบาย
กรณีของ สมรักษ์ คำสิงห์ ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกคนแรกของไทย, เยาวภา บุรพลชัย อดีตนักเทควันโดโอลิมปิก, หรือแม้แต่ตำนานสนุกเกอร์อย่าง วัฒนา ภู่โอบอ้อม และ อรรถสิทธิ์ มหิทธิ ที่ลงเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ ก็ไม่ได้อะไรการันตีชัยชนะ สะท้อนภาพเดียวกันคือ ชื่อเสียงสามารถดึงความสนใจจากประชาชนได้ แต่นั่นเพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นในบทบาท “ผู้แทนทางการเมือง” หรือไม่
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์มองว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปัจจุบันให้ความสำคัญกับ แนวคิด นโยบาย และความสามารถเชิงโครงสร้าง มากกว่าภาพลักษณ์หรือความสำเร็จส่วนบุคคล โดยเฉพาะในบริบทการเมืองที่ซับซ้อนและแข่งขันสูง
“การเป็นฮีโร่กีฬา คือความสำเร็จส่วนตัว แต่การเมืองคือการบริหารผลประโยชน์สาธารณะ คนเลือกตั้งจึงถามว่า ‘คุณแก้ปัญหาได้ไหม’ มากกว่า ‘คุณเคยได้เหรียญอะไร’”
การเมืองไม่ใช่เกมที่แข่งคนเดียว
แตกต่างจากกีฬาอาชีพที่นักกีฬาสามารถพึ่งพาความสามารถของตนเองเป็นหลัก การเมืองต้องอาศัย พรรค ระบบ เครือข่าย และฐานเสียงระยะยาว นักกีฬาหลายคนเข้าสู่การเมืองในฐานะ “ผู้สมัครหน้าใหม่” โดยขาดกลไกสนับสนุนเชิงพื้นที่และประสบการณ์ทำงานกับประชาชนในระยะยาว
นอกจากนี้ นักกีฬาบางส่วนถูกมองว่าเป็นเพียง “แม่เหล็กเรียกคะแนน” ของพรรค มากกว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบายจริง ส่งผลให้บทบาททางการเมืองดูไม่ชัดเจน และยากต่อการสร้างความไว้วางใจในระยะยาว
เมื่อกีฬาไม่ใช่วาระแห่งชาติ
อีกปัจจัยสำคัญคือ ประเทศไทยยังไม่มีกีฬาเป็นวาระแห่งชาติทางการเมืองอย่างชัดเจน นโยบายด้านกีฬามักถูกจัดวางเป็นเรื่องรอง เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจ ปากท้อง หรือสวัสดิการ ที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับประชาชน นักกีฬาที่ลงสนามการเมืองจำนวนมากจึงไม่สามารถใช้ “ความเชี่ยวชาญด้านกีฬา” เป็นจุดขายทางนโยบายได้อย่างเต็มที่ เพราะระบบการเมืองเองยังไม่ได้ให้คุณค่ากับกีฬาในฐานะเครื่องมือพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง
บทเรียนจากสนามแข่งถึงสนามเลือกตั้ง
ความล้มเหลวของนักกีฬาไทยในสนามการเมืองไม่ได้หมายความว่า “นักกีฬาไม่เหมาะกับการเมือง” หากแต่สะท้อนว่า การเมืองต้องการมากกว่าความสำเร็จส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเหรียญรางวัลหรือถ้วยทอง สิ่งเหล่านั้นต่อยอดปากท้องอย่างไร
หากนักกีฬาต้องการประสบความสำเร็จในสนามเลือกตั้ง อาจต้องเริ่มจากการทำงานสาธารณะอย่างต่อเนื่อง สร้างความเข้าใจเชิงนโยบาย และพิสูจน์บทบาทในฐานะ “ผู้แทนประชาชน” อย่างแท้จริง มากกว่าการเป็นเพียงอดีตฮีโร่ของชาติ
ก่อนที่ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์จะปรากฏชัด คำถามหนึ่งที่ยังไร้คำตอบคือ นักกีฬาไทยควรถูกจดจำในสนามการเมืองในฐานะอะไร ฮีโร่ผู้ถูกดึงมาใช้ในฤดูกาลเลือกตั้ง หรือผู้แทนที่สามารถเปลี่ยนชัยชนะในอดีต ให้กลายเป็นประโยชน์แก่ประชาชน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews





