Home
|
คลิปข่าวทั่วไป

สั่งยกเลิก MOU สแกนม่านตา แลกเหรียญคริปโต-กระทบความมั่นคง

 

 

 

ภายหลังจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้ส่งเรื่อง กรณีการสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin มาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ดำเนินการ

 

เนื่องจากมีความเห็นจากคณะผู้เชี่ยวชาญฯ ระบุว่า ข้อมูลม่านตาดังกล่าว เป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหว ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ที่ถูกเก็บข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลนั้นซึ่งทางการสืบสวนพบเพียงหลักฐานว่ากลุ่มประชาชนที่มาสแกนม่านตาส่วนใหญ่ถูกจูงใจจากการแจกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี สกุล Worldcoin (WLD) โดยไม่เข้าใจหรือทราบว่าได้ให้ความยินยอม
ในการจัดเก็บข้อมูลม่านตา เพียงแต่ทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในแอปพลิเคชันเท่านั้น

 

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ชี้แจงถึงข้อพิรุธการเร่งรัดลงนามเพียง 2 วัน และการข้ามขั้นตอนตรวจสอบ ว่าโครงการนี้เริ่มต้นจากฝ่ายการเมืองโดยพบข้อพิรุธสำคัญคือบริษัทคู่สัญญาขาดความชัดเจนในสถานะและข้อมูลพื้นฐาน ไม่มีการตรวจสอบประวัติ ตามมาตรฐานสากล แต่กลับมีการเร่งรัดกระบวนการให้จบภายในเวลาเพียง 2 วัน
ซึ่งถือว่าผิดวิสัยการทำงานปกติของราชการมาก โดย ในวันลงนาม MOU ยังปรากฏภาพบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธีด้วย

 

นอกจากนี้ ยังพบพฤติการณ์เพิกเฉยต่อข้อทักท้วงของอัยการสูงสุด และมีคำสั่งปิดข่าว ซึ่งการเร่งรัดทำให้เกิดการข้ามขั้นตอนที่ถูกต้องและละเลยไม่นำข้อสังเกตสำคัญของสำนักงานอัยการสูงสุดมาปรับปรุงแก้ไขในร่าง MOU ซึ่งถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี และ ยังพบว่ามีการสั่งการให้ปกปิดข่าวการลงนาม ไม่ให้มีการประชาสัมพันธ์ตามปกติ ทำให้หน่วยงานตรวจสอบภายในไม่ทราบเรื่องและไม่สามารถทำหน้าที่กลั่นกรองความเสี่ยงได้ทันท่วงที

 

 

การตรวจสอบพบความผิดปกติร้ายแรงในขั้นตอนการดำเนินงานนั้นขัดระเบียบกฎหมาย และอาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง จึงมีคำสั่งให้ยกเลิก MOU ดังกล่าวแล้ว และส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้กระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจนถึงที่สุด

 

ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าว ระบุว่า ข้อมูลม่านตาดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทอ่อนไหว ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ที่ถูกเก็บข้อมูลในการจัดเก็บข้อมูลนั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าการดำเนินการขอความยินยอมดังกล่าวอาจมีความคลุมเครือหรือถูกบิดเบือนทำให้ผู้สแกนม่านตาไม่สามารถเข้าใจได้ และทางการสืบสวนยังพบว่า กลุ่มบริษัทที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตามีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับกองทุนหนึ่ง ในแง่ของตัวบุคคลและการลงทุน รวมถึงชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการตามที่ถูกระบุไว้ใน MOU

 

 

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบการดำเนินการในโครงการสแกนม่านตายังตรวจพบความผิดปกติในการบริหารโครงการ และการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับจากต่างประเทศ เบื้องต้นมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเข้าข่าย พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว

 

 

และจากการที่ DSI ได้เข้าค้นบริษัทเป้าหมายแล้ว 5 แห่ง มีข้อมูลบริษัทที่นำเข้าเครื่องสแกนม่านตาแล้ว และพบความผิดปกติว่ามีการดำเนินการสแกนม่านตามาก่อนตั้งแต่ เดือน ก.พ.2568 ในขณะที่เอกสารนำเข้าเครื่องสแกนม่านตา 248 เครื่อง ระบุเดือน มิ.ย.68 จึงส่อว่าไม่สุจริต โดยมีสัญญาดำเนินการ 208 วัน พบดำเนินการไป 93 วัน สแกนม่านตาไปประมาณ 1,017,000 ราย ซึ่งมีเอกสารที่ยังไม่พบอีก 2 เดือน คาดว่าอาจมีการสแกนม่านตาไปแล้วกว่า 1.6 ล้านราย

 

 

อย่างไรก็ตาม การสอบสวนสามารถระบุกลุ่มผู้กระทำผิดได้แล้ว และจะมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบเพิ่มเติม หากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพบความผิดอาญาอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะได้ทำการสอบสวนต่อไป

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

 

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

 

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube