Home
|
อาชญากรรม

“ทนายบิ๊กโจ๊ก”ยื่นนายกฯ ส่งกฤษฎีกาคดีสินบนทองคำ

Featured Image

 

 

ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่นนายกฯ ขอเป็นคนกลางส่งกฤษฎีกาวินิจฉัยคดีสินบนทองคำ – ชี้การสอบสวนของตำรวจมิชอบ ส่อขัดรัฐธรรมนูญ

 

 

วันนี้ (30 ม.ค. 69) ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมและให้ทาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำการส่งเรื่องเพื่อให้กฤษฎีกาได้ดำเนินการกรณีการสอบสวนคดีสินบนทองคำ

 

นายสัญญาภัชระกล่าวว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงความเห็นเกี่ยวกับการส่งสำนวนคดี โดยระบุชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 61 วรรค 2 และไม่มีอำนาจสั่งให้ดำเนินคดีต่อได้ แต่ปรากฏว่าตำรวจชุดสอบสวนยังพยายามให้ข่าวและหาเหตุสนับสนุนการดำเนินการของตนเอง

รวมถึงการทำหนังสือถึงสำนักงานอัยการและสภาทนายความเพื่อขอความเห็น ทั้งที่ตามหลักการหน่วยงานของรัฐมีกระบวนการที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนให้ดำเนินการผ่านสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามคำสั่งของคณะรัฐมนตรีก่อนปี 2500 แต่กลับไม่ได้ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว นายสัญญาภัชระเห็นว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาและต้องการสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้อง จึงควรดำเนินการผ่านช่องทางที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้ตามที่ฝ่ายกฎหมายเสนอ

 

โดยประเด็นที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง และไม่ใช่การประวิงเวลา แต่เป็นปัญหาทางข้อกฎหมายโดยตรง ขณะที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องมีอยู่ 2 ฉบับได้แก่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560

 

ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่าคดีที่มีการกล่าวหา กรรมการ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการผ่านช่องทางเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจ
ดำเนินการตั้งแต่ต้น มีอำนาจเพียงแค่บันทึกประจำวันและแนะนำผู้ร้องให้ไปดำเนินการตามช่องทางที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเท่านั้น

 

พร้อมตั้งคำถามถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ว่าทำไมไม่ไม่พิจารณาหรือวินิจฉัยถึงพยานหลักฐานที่ได้มาว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งในกระบวนการ ที่ผ่านมา พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะคณะผู้ไต่สวนอิสระทางตำรวจ ควรวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่ได้มานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยชี้ว่าการรับคำกล่าวหาสอบสวน และการอ้างว่าจะแยกสำนวน เป็นการใช้อำนาจนอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด

 

เนื่องจากคดีดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ ซึ่งตามหลักกฎหมาย เมื่อมีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดกระบวนการไว้แล้ว ย่อมไม่สามารถนำกระบวนการทางอาญาปกติมาใช้ได้ การอ้างมาตรา 61 วรรค 2 ถ้าคณะกรรมการ ป.ช.ช. ไม่มีอำนาจ จึงจำเป็นต้องส่งเรื่องภายใน 30 วันและต้องเป็นการส่งพร้อมเหตุผลอย่างชัดเจน

 

เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง ไม่ใช่การตีความว่าเพียงแยกสำนวนแล้วถือว่าเป็นการส่งเรื่องตามกฎหมาย ทั้งที่พล.ต.ต.จรูญเกียรติรับรู้แนวทางทางกฎหมายอยู่แล้ว แต่ยังคงเลือกดำเนินการโดยมุ่งเป้า จนท้ายที่สุดเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

 

นายสัญญาภัชระกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2563 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และกฤษฎีกาก็ได้มีคำตอบกลับมาอย่างชัดเจนแต่กลับไม่เข้าใจว่าทำไมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเหมือนไม่ได้นำความเห็นดังกล่าวมาพิจารณา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นความพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิด

 

ทั้งนี้ นายสัญญาภัชระจึงเดินทางมายื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการส่งความเห็นไปยังกฤษฎีกา เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานที่ชัดเจนต่อสังคม พร้อมทั้ง ยังเตรียมเข้าพบพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอให้ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว และขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube