ทบ.ไร้ชี้นำกำลังเลือกตั้ง ปัดกังวล ปชน.เป็น รบ.
โฆษก ทบ. เคลียร์แผลกองทัพ ห้วงเลือกตั้ง ไร้ชี้นำกำลังพล ไม่กังวล ปชน. เป็นรัฐบาล ย้ำ กองทัพ ยึด 4 หลักทำงาน ชี้ หาเสียงกระทบองค์กร พร้อมตอบโต้ รักษาเกียรติปกป้องศักดิ์ศรี
พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึง การเลือกตั้งและการลงประชามติ วันที่ 8 ก.พ.ว่า กำลังพลของกองทัพบกก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง พลเอกพนา แค้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ได้ให้ความสำคัญ ให้กําลังพลทุกคนและครอบครัวไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และลงประชามติ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีการชี้นํา เพราะที่ผ่านมา เมื่อมีการเลือกตั้ง จะมีการให้ข้อมูล กระทบองกรค์ และสร้างความเข้าใจผิด
ในขณะที่หน่วยทหาร มีแนวปฏิบัติ ให้พรรคการเมืองเข้าไปหาเสียงโดยให้เวลาเท่ากัน และต้องไม่สร้างเงื่อนไขมาตีกลับ ทําเป็นประเด็น จนมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งต้องระมัดระวัง
เมื่อถามว่า การหาเสียงของพรรคการเมือง มีการดึงทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง พลตรีวินธัย กล่าวว่า การเลือกตั้งปัจจุบันจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ซึ่งขณะนั้นอารมณ์ ในนามของบุคคลมากกว่า มากกว่าที่จะสื่อให้เห็นว่าประชาชน จะได้อะไร
เมื่อถามว่า ภาพลักษณ์ของกองทัพกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ นโยบายหาเสียงกระทบกองทัพ ไม่ได้ผลเท่าที่ควรหรือไม่ พลตรีวินธัย กล่าวว่า ยอมรับว่าการหาเสียงเมื่อปี 2566 กระทบกระทบต่อกองทัพมาก เช่น ที่ดินที่อยู่ในความดูแลของกองทัพ ซึ่งถูกโจมตีจากฝ่ายการเมืองว่ากองทัพรวย ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ที่ดินเหล่านั้นเป็นที่ดินหลวง กองทัพทําหน้าที่ เพียงผู้ดูแล ใช้ประโยชน์ในบางส่วน ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน
พลตรีวินธัย ย้ำว่า ไม่เคยคิดว่าข้อสงสัยของประชาชนบางกลุ่มจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้กองทัพได้มีโอกาสได้ชี้แจงเพียงแต่อยากให้เปิดรับฟังกันอย่างตรงไปตรงมา เราไม่ได้ทําอะไรแตกต่างไปจากเดิมแต่ด้วยบริบทอื่นมากกว่า
หน้าที่หลักของกองทัพบก ที่ผบ.ทบ.เน้นย้ํามี 4 ประการ คือ 1.สถาบัน 2. งานป้องกันประเทศ เคนเริ่มได้เห็นจับต้องได้ 3.การรักษาความมั่นคงภายใน กองกําลังที่อยู่ตามแนวชายแดนจัดกําลังให้กับ กอ.รมน .ภาค4 ส่วนหน้า 4.งานช่วยเหลือประชาชน
“เพียงแต่งานป้องกันประเทศ เพิ่งมาให้เราได้สัมผัสจริงๆ เราทํามาตั้งแต่อดีต แต่ในขณะนั้นยังไม่ได้รบจริง ไม่ได้ลั่นไกไปหาข้าศึก แต่มีการฝึกที่เข้มข้น ปลายใต้งบประมาณที่จํากัด ต้องสร้างระบบการฝึกให้ได้ และเมื่อเราปฏิบัติจริง สังคมได้เห็นว่าเราทําได้จริง มันเป็นสิ่งที่สั่งสม เกิดจากการพัฒนาตัวเอง เมื่อเราเผชิญสถานการณ์เราก็ปฏิบัติงานได้สมบูรณ์แบบตามเป้าหมาย กองทัพไม่ได้ทําอะไรแตกต่างไปจากเดิม” พลตรีวินธัย กล่าวและว่า
เรื่องไอโอ เช่นเดียวกัน เมื่อมีความเห็นในโซเชียลอาจจะไม่ตรง ท่านก็คิดเลยว่า เป็นปฏิบัติการนั้น ปฏิบัติการนี้ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับหน่วย ในสังคมปัจจุบัน เสรีภาพในการนําเสนอ ไม่ว่าจะเป็น ทหารข้าราชการ ประชาชน แสดงออกได้ ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย การให้ข้อมูลในลักษณะกระทบคนอื่น อาจดูแล้วก็ไปหมิ่นเขา หรือไปนําข้อมูลเท็จ.ให้คนตกใจ กระทบความมั่นคง ก็เข้าข่ายกฎหมาย พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์
กรณีล่าสุด ที่พูดถึงปฏิบัติการไอโอ อย่างนี้กระทบแล้ว ในขณะที่ข้อมูลไม่ครบ ต้องระมัดระวัง ในปัจจุบันการรับรู้ของสังคมในเรื่องข่าวสารละเอียดอ่อน เราก็มีหน้าที่ต้องบอกกล่าวในวินาทีแรกที่พบว่ามีความเข้าใจผิดในเรื่องเหล่านี้ ส่วนเรื่องอื่นในอดีต ที่หยิบมาพูดในช่วงเลือกตั้ง การซ้อมทรมานการปฏิบัติไม่เหมาะสมต่อเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกําลังพลในระดับชั้นประทวน เราพยายาม ทําให้สังคมเห็นอยู่แล้วว่า ผู้ที่เสียผลประโยชน์คือกองทัพบก
ถ้าเรามีกําลังพลไม่อยู่ในระบบกองทัพบกได้ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายพระราชบัญญัติวินัยทหาร ก็ถือว่าท่านไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับกองทัพบกได้อยู่แล้ว และยิ่งไปกระทําต่อกําลังพล ที่เพิ่งเข้ารับราชการ หรือ พลทหารเขาคือบุคคลที่กองทัพบกต้องการ นํามาเป็นเพื่อนร่วมงานในการปฏิบัติราชการเพื่อกองทัพบกและประเทศชาติ
หากมีใครคนใดคนหนึ่งไปรังแกในทําในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กองทัพบกคือผู้ที่เสียเราต้องการคนมาทํางาน ไม่ได้ต้องการให้ไปกระทําในสิ่งไม่เหมาะสมกับเขา จะเห็นได้ว่าใน 2-3 เคสที่ผ่านมา กองทัพบกเป็นผู้เสียหายคนแรก ที่ต้องไปแจ้งความดําเนินคดีร้องทุกข์ กล่าวโทษ เพราะฉะนั้นสถานะของบุคลากรในองกรค์นั้น ว่าเป็นอีกสถานะผู้กระทําความผิดทันที ท้ายที่สุดกระบวนการศาลตัดสินก็ต้องออกจากราชการ
พลตรีวินธัย ย้ำต่อว่า หากกําลังพลไม่มีประสิทธิภาพมาอยู่ในองค์กรวิธีทางธรรมชาติ ไม่มีใครอยากได้ไว้ แต่เมื่อมีประเด็นในลักษณะแบบนี้ อาจจะมีคนบางกลุ่มนําเรื่องนี้ไปสื่อสารเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อองค์กร ก็ไม่เป็นธรรม บางครั้งคิดเองไม่ได้ แต่เราต้องพยายาม สื่อสารว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกองทัพบก ไม่ใช่เพียงแค่ครอบครัวเท่านั้น
อีกประเด็น ทหารชั้นนายพลไปนั่งเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ โดยองค์กรที่เป็นรูปแบบของคณะกรรมการต่างๆ ต้องการความหลากหลาย ต้องกานผู้มีประสบการณ์และรับราชการมานาน ก็มีโอกาสที่จะได้รับเชิญเข้าไปสู่กระบวนการตรงนั้น ซึ่งไม่ใช่มีเพียงทหาร มีจากหลายหน่วยงาน เมื่อไม่ได้ออกระเบียบจํากัดว่าถ้าเป็นทหารต้องมีศักยภาพด้อยกว่าอื่น ไม่สามารถเข้าไปสู่กระบวนการเหล่านั้นได้ ต้องออกหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ถ้าจะกันทหารโดยเฉพาะก็ต้องทําให้ชัดเจนและให้เหตุผล
คณะกรรมาธิการระดับชาติเราจะเห็นความหลากหลายของผู้ที่เข้าไปอยู่ในองค์กร เป็นปรึกษาหลายสาขา ฝ่ายการเมือง ก็มี โดยประสบการณ์ส่วนตัว เคยเข้าไปให้ข้อมูลกับกรรมาธิการทหารและความมั่นคง เราก็เห็น จํานวนพรรคการเมืองมีพรรคเดียวเท่านั้น ไม่มีความหลากหลาย อยากให้มองอย่างเป็นธรรม ความสําคัญไม่ได้มีอยู่ที่ใครเข้าไปนั่งบริหารองค์กร อยู่ที่ว่าเขาทําได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งสําคัญกว่า และหากทําไม่ดี หรือไม่มีศักยภาพ ไม่มีองค์ความรู้ ตรงนี้น่าจะมาดูกัน
อย่างเช่นเดียวกันในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ครั้งที่แล้ว ที่ไม่เหมือนครั้งนี้ มีการพูดถึง ธุรกิจกองทัพ เจตนารมณ์เพื่อนําสวัสดิการ แต่ถูกมองว่าไปเข้ากระเป๋าผู้บังคับบัญชา ยืนยันว่าไม่จริง มันเป็นไปไม่ได้ เพราะบริหารในรูปแบบขององค์กรเช่นเดียวกัน และนําตัวแทนหน่วยที่มีความหลากหลายเข้ามาบริหาร เพียงแต่ต้องดูว่าทําแล้ว จงเจตนารมณ์ หรือเกื้อกูลสวัสดิการหรือไม่ อย่าไปมอง ทหารทําอะไรเป็นเรื่องไม่ดี ก็เป็นเรื่องไม่เป็นธรรม
ธุรกิจกองทัพเราไม่ได้คิดเอง ก็เอามาจากกองทัพต่างประเทศ เช่น ที่พัก โรงแรม สนามกอล์ฟ กองทัพในต่างประเทศก็มี ยืนยัน ไม่ใช่เครื่องมือหาประโยชน์ของผู้บังคับบัญชา ปัจจุบันภาครัฐก็ดูแลได้เหมาะสมอยู่แล้ว การนําไปพูด เพื่อหวังผลทางสังคมว่ามันมีลับลมคมในอะไร และเป็นเครื่องมือหา ผลประโยชน์ของผู้บังคับบัญชา
เช่นเดียวกับจํานวนทหาร เราไม่ได้กําหนดขึ้นเอง ไปตามทฤษฎีและการปฏิบัติ หน่วยหน่วยเช่นนี้ต้องมีนายทหาร พลทหาร เท่าไหร่ และทุกคนมีตําแหน่งของตัวเอง
” มีกําลังพลในองค์กรทําผิด แล้วบอกว่าอย่าไปมีองค์กรนี้ไปเลย เช่นเดียวกัน ในแวดวงการเมืองก็มีคนที่กระทําความผิด แล้วบอกไม่เอานักการเมือง มันก็เป็นไปไม่ได้ในยุคหลัง ไม่ค่อยมีประเด็นนี้มากนัก ซึ่งผมก็เตรียมพร้อม ทีมทีมงานก็พร้อม หากมีอะไรที่พาดพิงต้องปกป้องศักดิ์ศรี และเกียรติยศ
ขององค์กร “พลตรีวินธัย กล่าว
เมื่อถามว่ากองทัพกังวลหรือไม่หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล พลตรีวินธัย กล่าวว่า เราเป็นข้าราชการประจํา งานการเมืองกับการทหารไม่ได้เกี่ยวพันกับโดยตรงส่วน ฝ่ายการเมืองจะเป็นเรื่องของนโยบายและการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนมากกว่า ไม่น่าจะเกี่ยวกับการทํางาน เพราะกองทัพยึด 4เรื่องหลัก เช่นเดียวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา บทบาทกองทัพบกมีหน้าที่ตามกฎหมาย ในการปกป้องอธิปไตย
หากไม่ทำ ถ้าไม่ทําก็เป็นเรื่องที่ผิดปกติ ในช่วงที่มีสถานการณ์ ก็มีช่วงเปลี่ยนรัฐบาล ก็ไม่ได้มีอะไรที่กระทบการทํางานป้องกันประเทศ จึงมองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบเกี่ยวข้องอะไรโดยตรงซึ่งงานป้องกันประเทศและงานหลักที่กองทัพบกทําอยู่ตามกฎหมาย เป็นงานที่ไม่ได้มีอะไรที่ดูแล้วไม่ดี เพราะฉะนั้นเชื่อว่าไม่ว่าจะรัฐบาลไหนเราก็คงได้รับการสนับสนุนตามเหตุและผลที่สมควรแน่นอน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews





