Home
|
ข่าว

“สติธร” อ่านจุดยืน “อนุทิน”สันติภาพต้องไม่แลกกับอธิปไตย

Featured Image
“สติธร” อ่านจุดยืน “อนุทิน” ชี้ “รัฐบาลไทยยืนหลัก “Firm but Fair” สันติภาพต้องไม่แลกกับอธิปไตย”

 

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคระห์การสื่อสารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต่อกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา ภายหลังการหารือทางโทรศัพท์ กับนายโดรัลด์ ทรัมป์ ปธน.สหรัฐฯ และนายอันวาร์ อิราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานอาเซียน ระบุว่า เรื่องนี้ มี 3 ประเด็นสำคัญ ที่น่าสนใจและสมควรที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกัน คือ

 

พลวัตความมั่นคงชายแดน 2. กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ และ 3. การรักษาสมดุลระหว่างสันติภาพกับอธิปไตยแห่งรัฐ ซึ่งทั้งหมดถูกผสานอยู่ในการสื่อสารของนายกรัฐมนตรี มีข้อสังเกต 6 ข้อ ดังนี้

 

1.ในข้อ 1–4 นายกรัฐมนตรีไทยแสดงให้เห็นว่าไทยยอมรับคำแนะนำจากมิตรประเทศ แต่จะไม่ยอมประนีประนอมกับการละเมิดอธิปไตยโดยเฉพาะเมื่อมีหลักฐานจากผู้สังเกตการณ์นานาชาติยืนยันว่าทุ่นระเบิด ที่พบเป็นของใหม่และถูกลอบวางหลังการลงนามปฏิญญา นี่คือจุดที่รัฐบาลจำเป็นต้อง “แสดงความหนักแน่น” เพื่อรักษาความปลอดภัยชายแดนและความเชื่อมั่นของสังคมไทย ท่าทีนี้ถือว่าเป็นแนวทาง ที่ประเทศประชาธิปไตยจำนวนมากใช้ คือ การเปิดรับแรงกดดันทางการทูต แต่ยังคงเส้นแบ่งผลประโยชน์แห่งชาติไว้อย่างชัดเจน

 

2. ในข้อ 3 6 และ 8 รัฐบาลไทยระบุว่า หากกัมพูชาปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ ก็จะส่งผลกระทบต่อ “ความไว้วางใจระหว่างประชาชนสองประเทศ” ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลัก ของสันติภาพอย่างยั่งยืน ในทางรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเพื่อนบ้านไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ความต่อเนื่องของการสร้างความไว้วางใจ (trust-building) การเรียกร้องให้กัมพูชาขอโทษอย่างเป็นทางการจึงไม่ใช่แค่เรื่องศักดิ์ศรี แต่เป็น “หลักประกันขั้นต่ำ” ต่อการดำเนินกระบวนการสันติภาพในอนาคต

 

3. ข้อ 4 7 และ 9 แสดงให้เห็นท่าทีแบบ Peaceful but Prepared ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในยุทธศาสตร์ความมั่นคงสมัยใหม่ ในลักษณะที่ต้องการบอกต่อชาวโลกว่าไทยไม่ใช่ผู้รุกราน แต่ก็พร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยตามครรลองสากล

 

ข้อความของนายกรัฐมนตรีสะท้อนท่าทีนี้อย่างชัดเจนผ่านข้อความ เช่น ไทยต้องการสันติภาพ ไทยต้องการความสัมพันธ์ที่จริงใจ ไทยพร้อมที่จะปกป้องตนเองหากถูกคุกคาม นี่คือ จุดยืนที่ประนีประนอม ระหว่างความสงบ (peace) กับศักดิ์ศรีภายใต้การมีอธิปไตยแห่งรัฐ (sovereignty) ซึ่งเป็นโจทย์ยากของรัฐบาลในทุกประเทศ

 

4. น่าสนใจมากที่ผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียในฐานะสักขีพยานของปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ได้โทรศัพท์มาแสดงความห่วงใยและสนับสนุนไทย รวมถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ กับการคลี่คลายปัญหา (ข้อ 10) ขณะที่มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนจะออกเอกสารยืนยันเงื่อนไขปฏิญญา (ข้อ 11) นี่แสดงให้เห็นว่า ไทยไม่ได้โดดเดี่ยวในวิกฤตครั้งนี้ แต่มีทั้ง อาเซียน และ มหาอำนาจ อยู่ในบทบาท “ตัวกลาง” ซึ่งช่วยสร้างแรงกดดันให้กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลง ในทางรัฐศาสตร์ นี่คือการใช้ multilateral leverage อย่างชัดเจน

 

5. ในข้อ 8 นายกรัฐมนตรีชี้ว่าไทยเคยช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในช่วงสงคราม แต่กลับพบว่าปัจจุบันรัฐบาลกัมพูชาก่อเหตุที่เป็นภัยต่อไทย การย้ำเช่นนี้มีผลทางการทูตสองด้าน คือ (1) สื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนสองประเทศยังดีอยู่ (2) แยก “รัฐบาลกัมพูชา” ออกจาก “ประชาชนกัมพูชา” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของ preventive diplomacy เพื่อลดการสร้างภาพศัตรูในระดับสังคม

 

6. เมื่อมองทั้ง 11 ข้อร่วมกัน จะเห็นว่าไทยกำลังใช้กลยุทธ์ Firm but Fair คือ ยืนบนหลักสันติวิธี ต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่จะไม่เดินหน้ากระบวนการสันติภาพต่อไป หากอีกฝ่ายยังละเมิดข้อตกลง นี่คือจุดยืนที่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและแนวทางการจัดการความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ในฐานะนักรัฐศาสตร์ มองว่าวิกฤตนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาชายแดน แต่เป็นบททดสอบโครงสร้างสันติภาพของอาเซียน และเป็นบททดสอบศักยภาพทางการทูตของไทยในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์ซับซ้อนมากขึ้น รัฐบาลไทยเลือกเส้นทางที่ยืนหยัดในอธิปไตย รักษาหลักสันติภาพ ใช้พันธมิตรระหว่างประเทศเป็นแรงสนับสนุน และเรียกร้องความรับผิดชอบอย่างมีเหตุมีผล ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศที่มีอำนาจระดับกลาง (middle power) ใช้กันทั่วโลกในการจัดการข้อพิพาทระดับภูมิภาค

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube