“มาริโอ้” ไม่กังวล ให้ข้อมูล ตร.ในฐานะพยาน
มาริโอ้ นำหลักฐานเข้าพบพนักงานสอบสวนตำรวจไซเบอร์ ให้ปากคำ ปมมีชื่อครอบครองรถ โยงแก๊งสวมทะเบียน ยัน ไม่กังวล มาให้ปากคำในฐานะพยาน
วันนี้ (9 ส.ค. 66) เวลา 10:00 น. นายณัฐวุฒิ สุวรรณรัตน์ หรือ มาริโอ้ เมาเร่อ ดารานักแสดงชื่อดัง เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท) เพื่อให้ปากคำชี้แจงข้อมูลตามหมายเรียก กรณีมีชื่อปรากฏเป็นหนึ่งในผู้ครอบครองรถยนต์จำนวน 65 คัน ที่ทางตำรวจไซเบอร์ ได้ตรวจยึดได้ในคดีแฮกสวมรอยเข้าระบบของกรมการขนส่งทางบกเพื่อสวมทะเบียนรถยนต์
ภายหลังจากให้ปากคำร่วมกว่า 2 ชั่วโมง ได้เดินทางออกจากห้องสอบสวน โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า อยากจะชี้แจงข้อเท็จจริงอะไรหรือไม่ มาริโอ้ กล่าวว่า วันนี้มาให้ปากคำในฐานะพยานผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีความกังวลอะไรหรือไม่ มาริโอ้ ตอบว่า ไม่ได้กังวลอะไรครับ
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ทราบหรือไม่ว่าทะเบียนรถที่ได้มาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มาริโอ้ กล่าวว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ และได้ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ยืนยันใช่หรือไม่สิ่งที่ซื้อมาถูกต้อง มาริโอ้ ตอบเพียงว่า ใช่ ส่วนเรื่องของรายละเอียดขอให้ถามทางผู้ใหญ่ ที่เหลือนอกจากนี้ยังไม่สามารถพูดอะไรได้ขอให้เป็นไปตามกระบวนการ
ด้าน พล.ต.ต. อำนาจ ไตรพจน์ รองผู้บัญชาการ สอท. เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีการเรียกสอบพยานทั้งหมด 3 ปาก ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายรถกับมาริโอ้ คือ มาริโอ้ นายก้องซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ขายรถให้กับมาริโอ้ และพี่ชายของนายก้อง ส่วนความสัมพันธ์นั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้มาริโอเคยซื้อเฟอร์นิเจอร์จากนายก้องจนมีความสนิทสนมและไว้ใจกัน แต่ไม่เคยซื้อขายรถกันมาก่อน โดยนายก้องได้เสนอขายรถ Benz G300 ให้กลับมาริโอ้ในราคา 1,500,000 บาท เมื่อเดือนธันวาคม 2565 โดยยังไม่ได้เห็นรถตัวจริง และมีการทำสัญญาวางมัดจำไว้ 500,000 บาทก่อน โดยมีกำหนดภายใน 60 วันจะต้องส่งมอบรถ แต่เมื่อถึงกำหนดก็ยังไม่ได้รถทางนายก้องจึงคืนเงินมัดจำให้กับมาริโอ้
จากการสอบสวนเบื้องต้นเชื่อว่า มาริโอ้น่าจะ ไม่ได้จงใจซื้อรถสวมทะเบียน แต่พนักงานสอบสวนก็จะต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ว่ามาริโอ้ไม่ได้มีเจตนาจงใจที่จะซื้อรถเถื่อน แต่หากภายหลังพบว่ามีเจตนาก็ถือว่ามีความผิด ซึ่งจากการที่พบว่าเล่มทะเบียนรถคันดังกล่าวมีชื่อของมาริโอ้เป็นผู้ครอบครองคนสุดท้าย ทางกรมการขนส่งทางบกจึงยังไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงโอนทะเบียน เพราะต้องตรวจสอบย้อนหลังที่มาว่ามีใครเคยเป็นผู้ครอบครองบ้าง
ส่วนพยานที่เป็นเจ้าของรถทั้ง 65 คัน ที่ตรวจสอบแล้วพบว่ามีการสวมทะเบียนโดยแก๊ง 2 ผู้ต้องหาที่ถูกจับกลุ่มไปก่อนหน้านี้นั้น พนักงานสอบสวนเรียกมาให้ปากคำไปเกือบหมดแล้ว เหลืออีก 2 คน ที่ อย่างมาพบไม่ได้เนื่องจากยังอยู่ต่างประเทศ
สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น เริ่มจากมาริโอ้ไปซื้อรถจากคนที่เชื่อใจซึ่งเป็นรุ่นพี่ แต่ไม่ได้ของ เขาก็คืนเงินมา แต่ทะเบียนเป็นชื่อตนแล้ว ตำรวจจึงติดต่อมาว่ารถคันดังกล่าวมีปัญหา อยากให้ไปให้ปากคำในฐานะพยาน ว่ารถคันนี้ได้มาอย่างไร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี
สำหรับการซื้อรถคันดังกล่าว มาริโอ้ เคยบอกว่า ทั้งตนเองและรุ่นพี่ก็โดนหลอกเช่นกัน เบื้องต้นทราบเพียงว่าเป็นการปลอมแปลงข้อมูลรถมาจากต้นขั้ว ซึ่งตนไม่ทราบรายละเอียดมากนัก เมื่อไม่ได้รถ รุ่นพี่ก็คืนเงินให้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับตน ก่อนซื้อรถทุกครั้งก็จะตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อไม่ให้มีปัญหา โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 เดือนก่อน ซื้อรถราคาล้านกว่าบาท เห็นว่ามีเอกสารถูกต้องก็ไม่คิดว่ารถจะมีปัญหาอะไร ทำให้หลังจากนี้จะต้องระมัดระวังให้มากขึ้นกว่าเดิม
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews





