เร่งสำรวจตึกเก่าเมืองกรุง เฝ้าระวังเหตุพังถล่มซ้ำซาก

Hot Clips Video

 

จากเหตุการณ์กันสาดอาคารเก่าอายุกว่า 100 ปี ย่านพระราม 4 พังถล่มลงมาจนมีผู้เสียชีวิต 1 คน ทำให้คนในสังคมเกิดความวิตกกังวลว่า อาคารเก่าแก่ในเมืองหลวง จะมีความปลอดภัยหรือไม่ และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสำรวจตรวจสอบและหามาตรการป้องกัน ซึ่งหากย้อนดูข้อมูลของกรุงเทพมหานคร พบว่าอาคารพาณิชย์และตึกแถวคอนกรีตเสริมเหล็กจำนวนมากถูกก่อสร้างในช่วงปี 2500 ถึง 2520 หรือ เมื่อกว่า 40-60 ปีก่อน

 

 

 

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงเหตุการณ์อาคารถล่มว่า ตึกดังกล่าวเป็นอาคารเก่าอายุราว 100 ปี ซึ่งจุดที่ถล่มลงมาคือ “กันสาด” ที่ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของอาคารลักษณะนี้ โดยเหตุการณ์คล้ายคลึงกันเคยเกิดขึ้นมาแล้วบริเวณย่านประตูผี

สำหรับแนวทางการรับมือเบื้องต้น สำนักงานเขตจะต้องเร่งลงพื้นที่สำรวจอาคารเก่าที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะในย่านเมืองเก่า เช่น เยาวราช สัมพันธวงศ์ และพระนคร พร้อมย้ำว่าลำพังเพียงเจ้าหน้าที่รัฐอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าของอาคารด้วย

“ตึกแถวอย่างที่บอกว่ามันมี 400,000 กว่าตึก ตึกแถวเก่าส่วนตัวเชื่อว่ามีเป็นหลักหมื่น ใกล้ๆ แสนเลย เพราะฉะนั้นทั้ง 2 ฝ่ายก็ต้องช่วยกัน… เจ้าของอาคารเองก็ควรจะช่วยกันตรวจด้วย แล้วถ้าเกิดมีความไม่มั่นใจก็ควรจะแจ้งไปที่สำนักงานเขต ก็น่าจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้”

นอกจากนี้ นายชัชชาติ ยังชี้ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้อาคารพาณิชย์และห้องแถวจำนวนมากในกรุงเทพฯ ถูกปล่อยทิ้งจนทรุดโทรม โดยระบุว่ากฎหมายและข้อบัญญัติในปัจจุบันเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงอาคาร เนื่องจากเจ้าของต้องดำเนินการตามเงื่อนไขหลายด้าน เช่น การจัดหาที่จอดรถหรือทางหนีไฟใหม่ ส่งผลให้หลายคนเลือกไม่ปรับปรุงอาคารและปล่อยให้เสื่อมสภาพต่อไป ดังนั้น ในอนาคตจึงจำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงข้อบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงห้องแถว เพื่อเปิดทางให้เกิดการฟื้นฟูอาคารเก่าและย่านเมืองอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ชัชชาติ ระบุว่า กรุงเทพมหานครได้เคยเสนอร่างข้อบัญญัติในประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภา กทม. มาแล้ว แต่ไม่ทันกระบวนการก่อนสภาหมดวาระ

พร้อมยืนยันว่าจะผลักดันเรื่องนี้ต่อหากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน โดยชี้ว่าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในยังมีอาคารเก่าและตึกร้างจำนวนมาก เช่น แนวสุขุมวิทและเพชรบุรี ซึ่งแม้จะอยู่ในทำเลศักยภาพใกล้ระบบขนส่ง แต่กลับถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายควบคุมอาคารเดิม ทั้งเรื่องระยะร่น จำนวนที่จอดรถ และข้อกำหนดทางกายภาพที่ไม่สอดคล้องกับสภาพอาคารจริงในปัจจุบัน รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น เช่น ระบบดับเพลิง และการคืนพื้นที่สาธารณะริมทาง

ทางด้าน นายอมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า เหตุลักษณะนี้ หากจำไม่ผิด เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ก็เคยเกิดเหตุกันสาดถล่มมาแล้ว แต่ครั้งนั้นไม่ใช่อาคารทั้งหลังถล่ม เป็นเพียงส่วนโครงสร้างที่ยื่นออกมาจากตัวอาคารที่พังถล่มลงมา

สำหรับสาเหตุเบื้องต้น คาดว่าอาจเกิดจาก 3 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก อาคารเป็นอาคารเก่า มีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา และเหล็กเสริมอาจเกิดสนิมได้ ประเด็นที่สอง ลักษณะโครงสร้างที่ยื่นออกมาจากตัวอาคารจะมีจุดรับแรงหลักเพียงจุดเดียว จึงมีโอกาสที่จะพังหรือร่วงหล่นได้ และประเด็นที่สาม ขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยร่วมที่ส่งผลต่อเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่ตัดประเด็นเรื่องการต่อเติมอาคาร ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากฝากถึงกรุงเทพมหานคร คือ ปัจจุบันมีอาคารเก่าลักษณะนี้เป็นจำนวนมาก และมีความเสี่ยงที่จะพังถล่มลงมาได้ ตนมองว่าเป็นหน้าที่สำคัญของกรุงเทพมหานครที่จะต้องใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร เข้าตรวจสอบอาคารที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และใช้อำนาจตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 48 เพื่อสั่งการให้เจ้าของอาคารดำเนินการแก้ไขปรับปรุง มองว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาคารมีอายุเพิ่มขึ้นทุกปี โอกาสที่จะเกิดการเสื่อมสภาพและพังถล่มในลักษณะเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

เบื้องต้นคาดว่าโครงสร้างดังกล่าวเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กยุคเก่า อายุประมาณ 80-90 ปี ซึ่งในอดีตคุณภาพของคอนกรีตอาจไม่ได้ดีเท่าปัจจุบัน มีกำลังรับแรงอัดต่ำ เนื้อคอนกรีตภายในมีลักษณะเป็นโพรงหรือมีรูพรุนจำนวนมาก ทำให้ดูดซับน้ำได้ง่าย เมื่อน้ำซึมเข้าไปถึงเหล็กเสริมเป็นเวลานาน

จะทำให้เกิดสนิมกัดกร่อนเหล็กอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเหล็กเสริมไม่สามารถรับแรงร่วมกับโครงสร้างได้อีก ส่งผลให้เกิดการพังถล่มลงมาได้ ตนมองว่าเป็นปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวคานหลักของอาคาร แต่เป็นความเสียหายเฉพาะส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวอาคารเท่านั้น แต่เพื่อความไม่ประมาท ตนเห็นว่าควรมีการตรวจสอบตัวอาคารทั้งหมด รวมถึงเสาและโครงสร้างหลัก ว่ามีการเสื่อมสภาพหรือไม่ เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย

ทั้งนี้ ยังระบุเพิ่มเติมว่า อาคารบริเวณใกล้เคียงจุดเกิดเหตุถือว่ามีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน จึงควรได้รับการตรวจสอบสภาพโครงสร้างอย่างละเอียดด้วยเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

ปิดโหมดสีเทา