หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา และนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยเอกสารดังกล่าวประกอบด้วยข้อตกลง 14 ข้อ ที่ระบุถึงความมุ่งมั่นที่สองฝ่ายจะเจรจาเพิ่มเติมเพื่อบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายใน 60 วัน รวมไปถึงแผนการฟื้นฟูอิหร่านมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และการยกเลิก “มาตรการคว่ำบาตรทุกประเภท” จากต่ออิหร่าน ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับคนทั้งโลก
แต่หลังลงนามได้ไม่ถึง 2 วัน กองบัญชาการกลาง “คาตัม อัล-อันบิยา” ของอิหร่าน ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยอ้างว่า มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงจากฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมระบุว่า การปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวเป็นเพียง “ก้าวแรก” ของมาตรการตอบโต้ และอาจมีมาตรการที่เข้มข้นยิ่งขึ้นตามมา สร้างความตึงเครียดอีกครั้ง ที่ทั่วโลกกำลังเฝ้าระวัง โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลาง และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลก ที่ส่งผลโดยตรงต่อแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก จนทำให้นักวิเคราะห์หลายฝ่ายจับตาว่า ราคาน้ำมันอาจกลับเข้าสู่ภาวะผันผวนรอบใหม่
โดยประเด็นแรก ที่ต้องจับตา คือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก เพราะเป็นเส้นทางที่น้ำมันดิบจากประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซีย ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงอิหร่าน ใช้ลำเลียงออกสู่ตลาดโลก โดยมีสัดส่วนเกือบหนึ่งใน 5 ของปริมาณการใช้น้ำมันทั่วโลก
ตลอดระยะเวลากว่า 100 วันที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ยกระดับอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การโจมตีตอบโต้ทางทหาร การปิดช่องแคบฮอร์มุซ การวางทุ่นระเบิด ไปจนถึงการโจมตีฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายแห่ง
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ก็กลับมาปะทุอีกครั้ง หลังอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน แม้ทั้งสองฝ่ายเพิ่งยืนยันข้อตกลงหยุดยิงตามข้อเสนอของสหรัฐฯ ได้เพียงวันเดียว ส่งผลให้ความหวังในการฟื้นเสถียรภาพของภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ในอีกด้านหนึ่ง สงครามรัสเซียและยูเครน ก็กลับมาทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน เมื่อกองทัพยูเครนเปิดปฏิบัติการส่งโดรนพลีชีพเกือบหนึ่งพันลำ โจมตีเป้าหมายหลายแห่งทั่วรัสเซีย รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและโรงกลั่นน้ำมันสำคัญ
การโจมตีดังกล่าว ส่งผลให้สำนักงานการบินพลเรือนรัสเซียต้องระงับเที่ยวบินเข้า-ออก สนามบินหลักรอบกรุงมอสโกเป็นการชั่วคราว ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง จนมีรายงานว่า รัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก อาจต้องหันไปนำเข้าเชื้อเพลิงทางทะเล เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเบนซินภายในประเทศ
เมื่อพิจารณาพร้อมกันทั้งสองสมรภูมิ จะเห็นได้ว่า โลกกำลังเผชิญแรงกดดันด้านพลังงานจากทั้งฝั่งตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก และจากรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก
ความไม่แน่นอนเหล่านี้ ทำให้ตลาดน้ำมันโลกกลับมาอยู่ในภาวะเปราะบางอีกครั้ง และอาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และเงินเฟ้อของหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ที่ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง
ปัจจัยที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ในช่วง 60 วันข้างหน้า รวมถึงสถานการณ์การสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน เพราะหากความขัดแย้งทั้งสองด้านยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างมากขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่โลกจะต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานระลอกใหม่ และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews