แบงก์พันหายไปไหน 1.4แสนล้าน ประเทศไทย มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

กรณีข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และข้อมูลใบอนุญาตขับขี่ ของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมรั่วไหล ซึ่งมีข้อมูลทะเบียนรถส่วนตัวของ”อนุทิน ชาญวีรกูล”นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีมหาดไทย รวมอยู่ด้วย ถือเป็นการล้วงคองูเห่า และเยาะเย้ยมาตรการความปลอดภัยไซเบอร์ของรัฐบาลเป็นอย่างมาก

 

 

ต่อมีการเปิดข้อมูลอีกประเด็น ซึ่งน่าตกใจยิ่งกว่า เพราะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุในงานเสวนาว่ามี ธนบัตร ชนิดราคา 1,000 บาท (รุ่นเก่าอายุ 20–30 ปี)หายออกไปจากระบบหมุนเวียนปกติสูงถึง 140,000 ล้านบาท นับเป็นข่าวช็อกระดับประเทศเลยทีเดียว ที่เงินหายไปจากระบบสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท ท่ามกลางปัญหามากมายในสังคม อาทิ ทุนเทา สแกมเมอร์ เว็บพนันออนไลน์ หรือแม่แต่ทุจริตคอร์รัปชั่น

ทั้งนี้ เงินที่หายไปจากระบบ 1.4 แสนล้านบาท ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการนำเงินจำนวนนี้ไปหมุนเวียนเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือ จีดีพี และส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายทางการเงินของแบงก์ชาติ และของประเทศ ซึ่งเงินที่หายไปนี้ ไม่ได้หายไปเพราะประเทศขาดเงินทุน แต่เกิดจากการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาด เป็นความผิดปกติทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งคำถามในโลกโซเชียลว่าประเทศไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

นักวิเคราะห์ และนักเศรษฐศาสตร์บางคน เสนอให้แบงก์ชาติ ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เช่น ยกเลิกธนบัตรแบบฉับพลัน เลียนแบบประเทศอินเดีย เพื่อบีบให้เงินมืด เงินที่หายไป ต้องกลับเข้ามาในระบบภาษีและระบบธนาคารปกติ รวมถึง อาจเสนอให้ประกาศยกเลิกการใช้ธนบัตร 1,000 บาท 2 รุ่นที่เป็นปัญหา โดยบังคับให้นำมาแลกคืนในระยะเวลาที่กำหนด และต้องสำแดงที่มาของเงิน เพื่อบังคับให้เงินนอกระบบและทุนเทา ต้องนำเงินออกมาหมุนเวียน

ล่าสุด “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊คว่า “ทำหนังสือขอเข้าพบ ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ” กรณีธนบัตรแบงก์พันหายไปจากระบบ เพื่อขอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหาทางออก เนื่องจากมีความเชื่อว่า เงินดังกล่าวน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง กับการทุจริตคอร์รัปชั่น และธุรกิจทุนเทาในประเทศไทย

ทั้งนี้ มีการประเมินว่า เงินที่หายไป อาจถูกดูดออกจากระบบผ่าน 3 ช่องทางหลัก ประกอบด้วย

1.เศรษฐกิจนอกระบบและธุรกิจสีเทา ซึ่งงานวิจัยสถาบันระดับสากล และข้อมูลแบงก์ชาติ ระบุ เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่ถึง 35–45% ของ GDP โดยเป็นกิจกรรมสีเทาและผิดกฎหมาย 9–13% หรือกว่า 1.8–2.5 ล้านล้านบาทต่อปี

2.เงินสดที่ถูกถอนไปซุกซ่อนนอกระบบสถาบันการเงิน หรือ พฤติกรรมการกักตุนเงินสดใส่ตู้เซฟฝังดิน หรือเก็บไว้ในมือผู้กระทำผิดเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

และ 3.การคอร์รัปชันและเงินทอนงบประมาณ

จึงน่าสนใจว่า แบงก์ชาติ รวมถึงรัฐบาล กระทรวงการคลัง รวมถึงภาคส่วนต่างๆ จะดำเนินมาตรการในการแก้ไขปัญหา และตามเงิน 1.4 แสนล้าน ให้กลับมาสู่ระบบธนาคาร ระบบภาษีที่ถูกต้อง เพราะหากไม่แก้ไขอาจกลายเป็นโดมิโน่
ที่อาจทำลายเศรษฐกิจ การเงินการคลัง ของประเทศทั้งระบบได้…

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่