จากความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ที่มีการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนที่เข้มข้นมากขึ้น รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กำลังเร่งเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ โดยหนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือ การกระชับความร่วมมือกับรัสเซีย ผ่านการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย
ซึ่งการเดินทางเยือนรัสเซียของนายอนุทิน ในครั้งนี้ จึงไม่ได้มีความหมายเพียงในเชิงการเมืองและการทูต แต่ยังเป็นการเดินหน้าภารกิจเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทยในระยะยาว
เวที ASEAN-Russia Business Forum ถูกใช้เป็นพื้นที่สำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของภูมิภาค พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายตลาดสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประชากรกว่า 700 ล้านคน
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ควบคู่กับการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ได้สูงที่สุดในรอบ 10 ปี เมื่อปีที่ผ่านมา
รัฐบาลยังชูจุดแข็งของไทยในหลายสาขา ทั้งอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรกรรม การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกัน ยังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center การผลิตชิป และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่เทคโนโลยีขั้นสูง
สำหรับแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยกับรัสเซีย นายกรัฐมนตรี ได้เสนอความร่วมมือ 3 ด้านสำคัญ
ด้านแรก คือ การเชื่อมโยง โดยไทยพร้อมใช้ศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือน้ำลึก ระบบโลจิสติกส์ เครือข่ายการบิน และระบบดิจิทัล ทำหน้าที่เป็นประตูยุทธศาสตร์ เชื่อมธุรกิจรัสเซียเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน
ด้านที่สอง คือ การค้าและการลงทุน โดยไทยและรัสเซียสามารถใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาสนับสนุนกัน รัสเซียมีศักยภาพด้านพลังงาน ขณะที่ไทยเป็นผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลก รวมทั้งยังเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าในอนาคต
และด้านสุดท้าย คือ การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน โดยไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวรัสเซีย ซึ่งมีจำนวนราว 2 ล้านคนต่อปี พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เพิ่มขึ้น
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของภารกิจครั้งนี้ คือ การหารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งถูกจับตามองว่าจะนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนในมิติใหม่ระหว่างสองประเทศ
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่นายกรัฐมนตรี เดินทางไปรัสเซีย ได้มีประเด็นดึงการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กลับมาดูแลด้วยตนเอง ที่ได้ยืนยันว่า การตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ใช่การลดบทบาทของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่เป็นการแบ่งเบาภารกิจและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน พร้อมมองว่า หลังจากรัฐบาลลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC จนมีความพร้อมแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อจากนี้ คือ การทำตลาดและการดึงนักลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่
ด้วยบทบาทที่ต้องเดินทางพบปะผู้นำประเทศ นักธุรกิจ และภาคเอกชนจากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรีจึงประกาศพร้อมสวมบทบาท “เซลส์แมนของประเทศ” เพื่อทำการตลาดให้กับ EEC และช่วยจับคู่ธุรกิจให้เกิดการลงทุนใหม่ในประเทศไทย
เพราะในมุมมองของรัฐบาล การเยือนต่างประเทศในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ต้องสามารถแปลงความสัมพันธ์เหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการสร้างงาน สร้างรายได้ ให้เกิดประโยชน์ที่จับต้องได้กับประเทศและประชาชนในที่สุด…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews