ปราบมาเฟียภูเก็ต รัฐบาลล้มเหลว? เด้งผู้ว่าฯ ละครตบตา ขายผ้าเอาหน้ารอด!

Hot Clips Video

 

ปราบมาเฟีย ปราบผู้มีอิทธิพล คือหนึ่งในนโยบาย ที่หลายรัฐบาลพยายามดำเนินการมาช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค คสช.มีการจัดระเบียบสังคมในหลายประเด็นวินจักรยานยนต์ วินรถตู้ ต่างๆ มีการปราบปรามมาเฟียและผู้มีอิทธิพล มีการใช้กฎหมายพิเศษอย่างเด็ดขาด และพอเปลี่ยนมาเป็นยุครัฐบาลเลือกตั้ง สมัยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีการดำเนินนโยบายปราบผู้มีอิทธิพลต่อเนื่อง เช่นเดียวกับยุคนายกฯเศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” มีการตั้งคณะกรรมการปราบมาเฟียด้วย

 

 

 

สำหรับปัญหามาเฟียภูเก็ต ไม่ได้เพิ่งเริ่มมีในสมัยรัฐบาล”อนุทิน ชาญวีรกุล” แต่ปัญหานี้ สะสมหมักหมมมานาน ตั้งแต่ยุค ก่อน คสช.เสียอีก โดยในปี 2556 “สมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์” รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬาสมัยนั้น เคยส่งหนังสือถึงอธิบดีดีเอสไอ ให้ช่วยปราบมาเฟียท่องเที่ยว ใน จ.ภูเก็ต มีการเปิดศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่เป็นภัยต่อการท่องเที่ยว จนปัญหาเบาบางไประยะหนึ่ง ก่อนที่ ในปี 2567 “นายกฯเศรษฐา”ลงพื้นที่ สั่งการให้ปราบมาเฟียภูเก็ต จัดการพวกเหนือกฎหมายทั้งคนไทย และต่างชาติ

ก่อนที่ปัญหามาเฟียภูเก็ต กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง ในสมัย “นายกฯหนู”ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ค.2569 หลัง “อนุทิน”ลงพื้นที่ตรวจสอบการบุกรุกที่สาธารณะบริเวณหาดบางเทา หรือ”หาดฟรีด้อม”และประณามกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างดุเดือดว่าเป็น”ไอ้กุ๊ย” และประกาศภายใต้รัฐบาลนี้จะไม่มีทางยอมให้มีมาเฟีย หรือกุ๊ยมาคุกคามประชาชนเด็ดขาด หลังจากนั้น จึงมีการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเต็มที่ มีการเรียกคุย ผบ.ตร. รวมถึงเหล่าทัพ กำชับฝ่ายปกครองของมหาดไทย ในการแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ แต่เวลาผ่านไป ร่วม 1 เดือน แทบไม่มีความคืบหน้า มีเพียงคำสั่งย้าย ปลัดจังหวัด และ นายอำเภอไป 5 คน ที่ถูกร้องเรียนเรื่องรับส่วย

กระทั่งระเบิดลงกลางวงประชุมมอบนโยบายผู้ว่าฯทั่วประเทศ มีการถามหา”รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” ว่าเป็นใคร มีอำนาจ ใหญ่มากจากไหน ถึงขู่จะย้ายผู้ว่าฯ “นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร”ได้ และด่ากราดว่าคนที่พูดนั้นปัญญาอ่อน พร้อมสั่งให้ “อรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์” ปลัดมหาดไทยตรวจสอบ ก่อนจะมีคำสั่งย้าย 2 รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต ซึ่งมีชื่อเล่นว่า”กุ้ง” ไปเป็นรองผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช 1 คน และย้ายไปเป็นรองผู้ว่าฯ สงขลาอีก 1 คน ก่อตามติดด้วย มติ ครม.เห็นชอบโยกย้าย”ผู้ว่าฯนิรัตน์” พ้นจากเกาะภูเก็ต มานั่งตบยุงในตำแหน่งรองปลัดมหาดไทย และส่ง “โชตินรินทร์ เกิดสม” อดีตผู้ว่าฯสงขลา ไปรับเผือกร้อนปราบมาเฟียที่ภูเก็ตแทน

พร้อมมีคำชี้แจงแบบเท่ๆว่า “เอาคนทำงานร่วมกันไม่ได้ออกจากพื้นที่ และต้องเอาคนที่ไม่มีความขัดแย้งกัน เอาคนที่ทำงานร่วมกันได้ไปทำงานแทน มัวแต่แฉกันไปมาจนระบบเสีย และพร้อมใช้ยาแรงเข้าไปจัดการล้างบางมาเฟีย ซึ่งก่อนหน้านี้ มีแผนที่จะฟื้นคณะกรรมการปราบมาเฟียขึ้นมาอีกครั้ง และปฏิบัติการกระชับอำนาจที่ภูเก็ตครั้งนี้ เหมือนเป็นการบอกกับทุกฝ่ายว่าต้องเอาจริง แต่ความเป็นจริงคือรัฐบาลล้มเหลว ทำได้แค่ย้ายผู้ว่าฯ และรองผู้ว่า เป็นเครื่องสังเวย โดยที่เอาผิดกับผู้มีอิทธิพลไม่ได้

“เฉลิมพงศ์ แสงดี” สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน เขย่ารัฐบาลอีกว่า แม้นายกฯ จะเคยลงพื้นที่ด้วยตนเอง สั่งการแก้ไขปัญหาแบบดุดัน แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่เห็นความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม กลุ่มผู้มีอิทธิพล มาเฟียภูเก็ต ยังคงเคลื่อนไหวในพื้นที่ตามปกติ แถมยังดำเนินคดีฟ้องร้องสื่อท้องถิ่น รวมถึงประชาชนที่แสดงความคิดเห็น หรือเปิดเผยข้อมูลด้วย “หาดบางเทา”จึงยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด ขณะ “ภคมน หนุนอนันต์” โฆษกพรรคส้ม มองการย้ายผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ เป็นแค่ละครตบตาปกปิดความล้มเหลวในการปราบมาเฟียของรัฐบาลเท่านั้น

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต และในกระทรวงมหาดไทย ที่มีการโยกย้ายผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ ครั้งนี้ เปรียบเหมือนเป็นการตอกย้ำว่า รัฐบาลไร้น้ำยา ล้มเหลว ทั้งในเชิงการบริหาร และในทางปฏิบัติ ต่อการปราบปรามผู้มีอิทธิพล อย่างชัดเจน

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

ปิดโหมดสีเทา