ปชป.จับผิด”กทม.ยุคชัชชาติ”จัดซื้อจัดจ้างเลี่ยงประมูล

การเมือง ข่าว
ปชป. ตั้งข้อสังเกต “กทม.ยุคชัชชาติ” จัดซื้อจัดจ้างห้วงปี 68-69 ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง-ซอยย่อยกว่า 30,000 โครงการเลี่ยงประมูล ด้าน “อนุชา” ชี้ มีการเลือกผู้รับจ้างรายเดิมซ้ำ ๆ ไร้การแข่งขัน เตือนคน กทม.รับได้หรือไม่

 

นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฯ พร้อมด้วย สส.ของพรรคฯ แถลงข้อสังเกตการจัดซื้อจัดจ้างโครงการของกรุงเทพมหานคร ในปี 2568 และ 2569 ที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการ และมีความน่าสงสัยที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานครชุดก่อนน่าจะต้องชี้แจงข้อสงสัยเหล่านี้ว่า จากการใช้แอพพลิเคชัน “ส่องรัฐ” ของพรรคประชาธิปัตย์ ตรวจสอบภาพรวมโครงการของกรุงเทพมหานคร 43,000 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 52,000 ล้านบาท

 

ซึ่ง 92.8% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานคร เป็นวิธีการเฉพาะเจาะจง ซึ่งน่าถูกตั้งคำถาม และตั้งข้อสงสัยว่า จำนวนโครงการ 92.8% หรือราว 40,000 โครงการ ไม่ได้มีการเปิดประมูล และมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว รวมมูลค่า 13,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าผิดสังเกต เพราะการประมูลเฉพาะเจาะจงนั้น ตามกฎหมายระบุจะต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้

นางการดี ยังระบุว่า ในข้อมูลโครงการที่มีการประมูลเฉพาะเจาะจง สูงกว่า 38,000 โครงการ ซึ่งมูลค่าต่ำว่า 500,000 บาท จึงถือเป็นการซอยย่อยโครงการ เพื่อไม่ผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีการเทียบราคา หรือประมูลราคาเหมาะสมหรือไม่ พร้อมยังกล่าวถึงโครงการประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกลาง และอาคารสำนักการแพทย์ ด้วยวิธีการประกวดราคาแบบอิเลกทรอนิกส์ ซึ่งราคาผู้ชนะประมูลนั้น ใกล้ราคากลาง และมีผู้ยื่นเสนอราคา 2 ราย และราคาต่างกันเพียงราว 1,000,000 ล้านบาท

 

ขณะที่ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้แสดงความกังวลว่า มีการเลือกผู้รับจ้างรายเดิมซ้ำ ๆ ในโครงการที่มีการซอยย่อย และไม่มีการแข่งขันประมูลราคา ทำให้ราคาอาจสูงกว่าตลาด และยังมีการซอยยอยโครงการใหญ่ ๆ เป็นโครงการย่อย ๆ ไม่เกิน 500,000 บาท เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูล ดังนั้น หากประชาชน ได้เห็น TOR หรือประกาศรับจ้าง อาจดูไม่ออกว่า มีการซอยย่อยโครงการ

 

แต่จากการใช้แฟล็ตฟอร์มส่งรัฐของพรรคฯ จากข้อมูลที่ได้มาไม่ง่าย แม้กรุงเทพมหานครจะมีการเปิดเผยข้อมูล เพราะต้องหา และประสานงาน หรือขอความร่วมมือจากส่วนงานที่ไม่ยินยอม จึงกลายเป็นที่มาที่ต้องมีการหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรือแอบ ๆ และแพล็ตฟอร์มส่องรัฐ ได้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มความผิดปกติ และน่าจะต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เพราะมีผู้เกี่ยวข้องกับการประมูลจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบ

นายอนุชา ยังระบุว่า จากการตรวจสอบนี้ ตนเองอยากให้เป็นบรรทัดฐานว่า ไม่อยากให้ประชาชนมีอคติ ไม่มองว่า บุคคลนั้นเป็นใคร แต่หากมีพฤติกรรมเช่นนี้ หรือบริหารราชการแผ่นดินแบบนี้ ประชาชนรับได้หรือไม่ ถ้าไม่ใช่บุคคลที่ชื่นชอบ ผูกพัน หรือถ้าเป็นคนอื่น ๆ ประชาชนยังคิดแบบเดิมหรือไม่ พร้อมยืนยันว่า การตั้งข้อสังเกตนี้ ไม่ใชการแฉ แต่เป็นการให้ข้อมูลประชาชนได้ฉุกคิดว่า พฤติกรรมเช่นนี้ดีหรือไม่

 

ซึ่งบางครั้ง การมีคติต่อบุคคล หรือไม่ชอบพรรคการเมือง หรือไม่ชอบสี แต่ขอให้ดูที่ความตั้งใจ ที่จะช่วยให้ประเทศไทย สู้กับต่างประเทศได้ ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน พาประเทศไทยพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ประชาชนใช้ AI ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจสอบทุจริต เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน พร้อมหวังว่า ประชาชน จะเห็นความตั้งใจการเปิดเผยข้อมูล และเห็นด้วยในการลงลึกหาข้อมูลว่า ใครเป็นคนที่จัดซื้อจัดจ้างในลักษณะเฉพาะเจาะจงในแต่ละหน่วยงาน

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

ปิดโหมดสีเทา