Home
|
Video

“อนุทิน”ใครซื้อเสียง 7,500บ. “ธรรมนัส”นักการเมืองไม่น่ามีใครทำ

 

 

เสียงสะท้อนจากผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนล่าสุด กำลังเขย่าบรรยากาศการเลือกตั้งครั้งสำคัญ เมื่อมีการเปิดเผยว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่า “การซื้อสิทธิ์ขายเสียงยังคงเกิดขึ้นจริง” และที่น่าตกใจกว่านั้น คือการระบุว่ามีการจ่ายเงินซื้อเสียงสูงสุดถึง หัวละ 7,500 บาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าว ไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภาพลักษณ์การเมืองไทย แต่ยังทำให้หลายพรรคการเมืองต้องรีบออกมาปฏิเสธอย่างพร้อมเพรียง ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่บ่อนทำลายประชาธิปไตย

 

หนึ่งในนั้นคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ยืนยันชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เคยซื้อเสียง และไม่เคยสนใจจะไปพาดพิงพรรคการเมืองอื่น พร้อมย้อนถามอย่างมีนัยว่า”ใครซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาทหรอ ซื้อเขาควาย 700 บาทเอง ใครจ่าย 7,500 บอกมาด้วย จะเอาเขาควายไปครอบ”

 

ซึ่งคำพูดดังกล่าว สะท้อนทั้งการปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว และตั้งคำถามต่อความเป็นไปได้ของตัวเลขที่ถูกเปิดเผย พร้อมย้ำว่า การแข่งขันทางการเมืองนั้นดุเดือดทุกยุคทุกสมัย แต่ต้องเป็นการแข่งขันที่อยู่ในกติกา มีสปิริต และเคารพกติกาประชาธิปไตย

 

ในมุมเดียวกัน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงกับอุทาน “ห๊ะ” เมื่อถูกถามถึงประเด็นซื้อเสียง 7,500 บาท พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากมีการจ่ายเงินจริง ตัวเลขผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหนึ่งเขตก็อาจสูงถึง 2-3 หมื่นคน ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณแล้วแทบเป็นไปไม่ได้ พร้อมเชื่อว่า นักการเมืองไม่น่าจะมีใครทำในลักษณะนี้ และมองว่ากระแสโจมตีส่วนใหญ่มาจาก “นักเลงคีย์บอร์ด”

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ กลับเปิดข้อมูลที่ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามหนักขึ้น โดยอ้างถึงรายงานข่าวกรองด้านการเงิน ที่พบความผิดปกติของเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบการเลือกตั้งในระดับ สูงถึง 100,000 ล้านบาท และยังมีกระแสข่าวการเบิกถอนเงินสดจากธนาคารพาณิชย์เป็นล็อตใหญ่ รวมกว่า 160,000 ล้านบาท ซึ่งไม่มีสถาบันการเงินใดออกมาปฏิเสธ

 

เมื่อนำตัวเลขทั้งหมดมาประเมินร่วมกัน อาจมีเม็ดเงินสะพัดจริงในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ สูงถึง 200,000 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราการจ่ายเงินซื้อเสียงพุ่งสูงอย่างผิดปกติกรุงเทพมหานคร สูงสุดถึง 7,500 บาทต่อหัว  ต่างจังหวัด เฉลี่ย 3,000 ถึง 5,000 บาทต่อหัว

 

 

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เงินเหล่านี้อาจเป็น “เงินสีเทา” จากธุรกิจผิดกฎหมาย หรือกลุ่มสแกมเมอร์ทั้งในและต่างประเทศ และเตือนประชาชนว่า การรับเงินลักษณะนี้ เท่ากับสนับสนุนให้พรรคการเมืองเข้าไปถอนทุนคืนผ่านการคอร์รัปชั่น

 

ด้าน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยอมรับว่า รับรู้ข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว แม้ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนเงินที่แน่ชัดได้ โดยมองว่าอาจเป็นการประเมินเชิงวิชาการของภาคเอกชน แต่ย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น และเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องขยับตัวเชิงรุก เพื่อป้องปรามการซื้อเสียง ผ่านกลไกและเครือข่ายที่เป็นรูปธรรม

 

สุดท้ายแล้ว ตัวเลข 7,500 บาท อาจเป็นเพียงข้อถกเถียงในทางการเมือง แต่สิ่งที่หนักหนากว่านั้น คือคำถามต่อ “คุณภาพของประชาธิปไตยไทย” ว่าจะเดินหน้าไปด้วยการแข่งขันที่บริสุทธิ์ยุติธรรมหรือปล่อยให้เงิน กลายเป็นตัวกำหนดอำนาจทางการเมืองอีกครั้ง…

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube