“บิ๊กเต่า” ฟาด สำนักพุทธฯ มีหลักฐานเยอะแต่ไม่ทำอะไร

Video คลิปข่าวทั่วไป
เมื่อวานที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ควบคุมตัว สีกากอล์ฟ มาสอบปากคำในกรณีเรื่องของเส้นเงิน ที่มีโยงถึงพระบางรูป

 

ซึ่งพันตำรวจเอกเอนก เตาสุภาพ เปิดเผยว่า วันนี้ในส่วนพนักงานสอบสวนของกองปราบปราม จะใช้อำนาจในการควบคุมขังของ บก.ปปป. ในกรอบระยะเวลา 48 ชั่วโมง ที่ยังสามารถเอาตัวสีกากอล์ฟออกมาสอบปากคำใน 2 คดีได้ คือ กรณีที่นายสมศักดิ์ สะมะโม อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา จ.พิจิตร มาร้องทุกข์ดำเนินคดีกับสีกากอล์ฟ ในข้อหาฉ้อโกง โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559

 

ส่วนทาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. และรองหัวหน้าศูนย์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ลุกขึ้นมาเดินหน้ายกเครื่องวงการสงฆ์ เพื่อธำรงพระธรรมวินัยให้กลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชนอีกครั้ง ศูนย์ฯ นี้มีบทบาทสำคัญในการเป็นจุดรับแจ้งเบาะแสความไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ การทุจริต หรือพฤติกรรมที่บั่นทอนศาสนา โดยมีการมอบหมายภารกิจให้ตำรวจในแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน ตั้งแต่รับเรื่อง–สืบสวน–ส่งต่อเพื่อดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้อง

 

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.และเราจะไม่ปล่อยให้พระพุทธศาสนา กลายเป็นมะเร็งเงียบ อย่างเด็ดขาด พร้อมย้ำว่า การดำเนินงานจะไม่มีอ่อนข้อใดๆ โดยเฉพาะกรณีที่พระยังไม่ละกิเลสตามสมณสารูป แม้ตำรวจไม่มีอำนาจในการสึกพระ แต่มีหน้าที่เก็บข้อมูล ตรวจสอบเส้นทางเงิน และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ก่อนส่งให้ สำนักพุทธฯ พิจารณาอย่างเป็นทางการ พร้อมเสนอให้จัดเก็บข้อมูลประจำตัวพระกว่า 3 แสนรูป เพื่อตรวจสอบประวัติอย่างรอบด้าน ตำรวจพบข้อมูลใหม่จากพยานใกล้ชิดว่า พระบางรูปมีการส่งเงิน–ของขวัญ ผ่านพัสดุซุกในถังสังฆทาน โดยเงินอาจมาจากตู้บริจาคของวัด ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึก

 

ในขณะเดียวกัน พระบางรูปที่ตกเป็นข่าว อย่างเช่น ทิดบุญเลิศ ก็ออกมาให้ข้อมูลว่าเคยถูกล่อลวงทางเพศ ถูกหลอกยืมเงินโดยใช้เด็กเป็นเครื่องมืออ้าง จนสุดท้ายต้องลาสิกขาด้วยความรู้สึกผิดและเสียหายทั้งศรัทธาและชีวิต

 

ที่ผ่านมากรณีเรื่องเสพเมถุนเรื่องทำผิดวินัยสงฆ์ รวมทั้งคนภายนอกที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับพระ มันไม่ถูกต้องและไม่ได้รับการแก้ไขให้มันถูกต้องตามระเบียบ และวิธีปฏิบัติ
ส่วนตัวมองว่า เรื่องจะปล่อยให้สำนักพุทธฯ ทำไปฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะว่า “สำนักพุทธฯ ก็เรียนเปรียญธรรมจากพระทั้งหมด ก็ต่างมีคอนเน็คชั่นกัน เป็นพวก เป็นเพื่อนกัน เกิดเหตุขึ้นมาก็ช่วยเหลือกัน” ซึ่งเรื่องแบบนี้แก้ไขไม่ได้ต้องให้คนนอกขึ้นมาร่วมแก้ไข ดังนั้นข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมดของสำนักพุทธฯที่วางใต้โต๊ะ จะต้องเอาขึ้นมาวางบนโต๊ะให้หมด เนื่องจากฝีระเบิดแล้วก็ต้องจริงใจในการแก้ปัญหาตรงนี้

 

สิ่งหนึ่งที่สำนักพุทธฯ ต้องทำคือมาร่วมมือกับกองปราบฯ และตนเองไม่ได้ปรามาสสำนักพุทธฯ แต่ทุกครั้งที่ร่วมงานกับสำนักพุทธคือความล้มเหลว ทำให้ตำรวจเหนื่อยมากขึ้น ต้องมีการสังคายนาสำนักพุทธฯและวัดด้วยเพราะความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ไม่ควรถูกหักหลังอีกต่อไป

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews