การเมืองไทยทวีความเดือดระดับปรอทแตกอีก เมื่อศึกคดี ‘ฮั้วเลือก สว.’ บานปลายกลายเป็นสงคราม เปิดแผลทางการเมืองระหว่างสองขั้วใหญ่ หลังพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน พร้อมภาคประชาชน เดินหน้าแฉหลักฐานเส้นทางการเงินและพฤติการณ์ที่พาดพิงถึงแกนนำและรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงแชทไลน์การฮั้ว สว. ขณะที่ฝั่งค่ายสีน้ำเงินไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำ เดินหน้าฟ้องกลับเอาผิดหมิ่นประมาท พร้อมย้อนศรจี้ กกต. สอบ สว. สายส้ม ว่าเข้าข่ายจัดตั้งและฮั้วเลือกตั้งด้วยเช่นกัน ท่ามกลางคำถามสำคัญของสังคมว่า สุดท้ายแล้วคดีนี้จะจบแบบ ‘รอดทั้งหมด’ ‘ตายหมู่’ หรือเป็นเกมเจ๊ากันไปในทางการเมือง
ย้อนมาที่สงครามการเมืองระลอกนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างเข้มข้น เมื่อพรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยพรรคประชาชน ร่วมกับ iLaw เปิดหลักฐานเจาะลึก ‘คดีฮั้ว สว.’ โดยงัดหลักฐานพยานบุคคล เส้นทางการเงินเชื่อมโยงข้ามจังหวัด และการจัดตั้งโพยใบสั่ง พาดพิงถึงแกนนำและรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย เพื่อส่งสัญญาณกดดันให้ กกต. เร่งส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา
“พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส. พรรคประชาชน ระบุว่า พยานหลักฐานและเส้นทางการเงินที่ปรากฏ สอดรับกับพฤติการณ์จัดตั้งและจ้างคนมาลงสมัครอย่างชัดเจน หาก กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ย่อมไม่อาจมองข้ามข้อเท็จจริงเหล่านี้เพื่อส่งสำนวนให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้”
แต่ค่ายสีน้ำเงินไม่ปล่อยให้ถูกฟาดฝ่ายเดียว! “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี เดินเกมรุกตั้งแต่ถูกเผยชื่อ มอบหมายให้ทีมกฎหมายอย่าง “ศุภชัย ใจสมุทร” เดินหน้าฟ้องหมิ่นประมาททันที พร้อมโต้กลับอย่างเผ็ดร้อนว่า ฝั่งพรรคประชาชนและกลุ่มเครือข่ายก็มีการรวมตัว จัดเลี้ยง และตกลงลงคะแนนในลักษณะล็อกโหวตไม่ต่างกัน พร้อมจี้ให้ กกต. ตั้งเข็มสอบ สว. ฝ่ายส้ม ว่า เข้าข่ายกระทำผิด พ.ร.ป. ว่าด้วยการคัดเลือก สว. หรือไม่
“นายกฯ อนุทิน” บอกว่า คดีนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบแล้ว ทุกฝ่ายควรปล่อยให้องค์กรอิสระทำงานตามขั้นตอน การกล่าวหาโดยไม่มีพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมต้องรับผิดชอบในทางคดี และพรรคก็ต้องปกป้องสิทธิ์ของสมาชิกอย่างเต็มที่
จากข้อกล่าวหาแบบ ‘น้ำเงินฮั้ว ส้มก็ฮั้ว’ สังคมกำลังจับตามองบทสรุปของคดีประวัติศาสตร์ที่มีผู้ถูกกล่าวหากว่า 200 คน ซึ่งขณะนี้สำนวนทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. ชุดใหญ่ โดยมีกรอบเวลาชัดเจนที่จะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้
นักวิเคราะห์การเมือง ประเมินว่า ผลลัพธ์อาจออกได้ 3 ทาง คือ หนึ่ง กกต. สั่งฟ้องและส่งศาลฎีกา ซึ่งอาจทำให้ สว. สองฝ่ายสุ่มเสี่ยง ‘ตายหมู่’ หยุดปฏิบัติหน้าที่ สอง กกต. ตัดสินยกคำร้อง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ ส่งผลให้ ‘รอดทั้งหมด’ หรือเป่าคดีเงียบไป และ สาม กลายเป็นเกมการเมืองที่ ‘เจ๊ากันไป’ ต่างฝ่ายต่างรักษาสภาพทางอำนาจไว้ได้
ไม่ว่าคำวินิจฉัยของ กกต. ในเดือนสิงหาคมนี้ จะออกมาในทิศทางใด นี่จะเป็นบททดสอบครั้งสำคัญขององค์กรอิสระ และทิศทางด่านแรกของรัฐสภาไทย
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news