ปธ.วิปรัฐบาล ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่ซักฟอก มั่นใจ รมต.แจงได้ทุกเรื่อง

การเมือง ข่าว
ปธ.วิปรัฐบาล ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่ซักฟอก มั่นใจรัฐมนตรีแจงได้ทุกประเด็น ทั้ง TH-AI Passport–โกงสอบท้องถิ่น ย้ำคดีเกิดก่อนรัฐบาลนี้ พร้อมไม่กังวลปมฮั้ว สว. ลามถึงยุบภูมิใจไทย รอคำวินิจฉัยศาลฯ ก่อนเคาะเปิดประชุมวิสามัญถก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

 

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลภายหลังการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญในเดือนสิงหาคม โดยระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นสิทธิของฝ่ายค้านตามกลไกรัฐสภา และรัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ไม่ว่าฝ่ายค้านจะหยิบยกประเด็นใดขึ้นมาอภิปราย เชื่อว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกคนมีข้อมูลและข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะชี้แจงต่อสภาและสาธารณชนได้ พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้กังวลกับการตรวจสอบ เพราะถือเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย

หากฝ่ายค้านหยิบประเด็นโครงการ TH-AI Passport รวมถึงคดีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่สังคมจับตามาอภิปราย จะมีแนวทางรับมืออย่างไร นายกรวีร์ เชื่อว่า รัฐมนตรีที่กำกับดูแลแต่ละหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย ต่างอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ สำหรับกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่น นายกรวีร์ ย้ำว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารประเทศ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่เกิดจากการดำเนินงานของรัฐบาลชุดนี้ และเชื่อว่าจะไม่กลายเป็นประเด็นที่กระทบต่อรัฐบาล โดยรัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบทุกเรื่อง และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็เดินหน้าสืบหาผู้กระทำผิด เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่ จึงขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยแต่อย่างใด

 

นอกจากนี้ นายกรวีร์ ยังกล่าวถึงกรณีคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ฝ่ายค้านพยายามหยิบยกขึ้นมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีกระแสคาดการณ์ว่าอาจนำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทยว่า พรรคไม่ได้มีความกังวล เพราะทุกอย่างอยู่ในกระบวนการของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมระบุว่า พรรคพร้อมให้กระบวนการยุติธรรมทำงานอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าทุกอย่างควรเป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่กระแสข่าวหรือข้อกล่าวหาทางการเมือง

 

ส่วนฝ่ายที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลระบุว่ามีหลักฐานจำนวนมาก และพร้อมนำมาเปิดเผยเพิ่มเติม พรรคมั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ นายกรวีร์ กล่าวว่า หากผู้ใดมีหลักฐานก็สามารถนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้ เพราะการตรวจสอบถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย และหากมีหลักฐานจริง ก็ให้นำเข้าสู่กระบวนการของ กกต. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนจะสามารถเชื่อมโยงไปถึงใครหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของพยานหลักฐานและดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ แต่พรรคภูมิใจไทยมั่นใจในความบริสุทธิ์ของพรรค และมั่นใจในบุคคลทั้ง 9 คนที่ถูกพาดพิง ซึ่งต่างยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สว.ที่ผ่านมา

ขณะการที่ฝ่ายค้านเร่งหยิบประเด็นฮั้ว สว. ขึ้นมาในช่วงที่มีกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี รวมถึงข่าวความขัดแย้งภายในพรรคภูมิใจไทย มองว่าเป็นความพยายามสร้างวาทกรรมทางการเมืองหรือไม่ นายกรวีร์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลตามบทบาทของตนเอง และมองว่า การหยิบประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในช่วงปิดสมัยประชุมสภา ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะคดีนี้ดำเนินมาระยะหนึ่งแล้ว และเชื่อว่าเป้าหมายสำคัญคือการกดดันให้ กกต. เร่งรัดการดำเนินคดี และไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป ตนคิดว่า กกต. ก็ทำหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

 

ส่วนกระแสข่าวที่อ้างถึงความขัดแย้งภายในพรรคภูมิใจไทย หรือข่าวที่เรียกกันว่า “2 น. 1 พ.” นายกรวีร์ ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายในพรรค โดยผู้บริหารและแกนนำของพรรคหลายคนเห็นข่าวดังกล่าวแล้วต่างรู้สึกขำ เพราะไม่มีมูลความจริง พร้อมย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงมีเอกภาพและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่นเดิม

 

นอกจากนี้ นายกรวีร์ ยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะต้องเปิดประชุมหรือไม่ เพราะต้องรอคำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อน พร้อมอธิบายว่า ในเวลานี้สภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้รับคำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงยังไม่สามารถพิจารณากำหนดแนวทางดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ หากสภาได้รับคำวินิจฉัยฉบับเต็มแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือคณะรัฐมนตรีจะต้องมีมติส่งเรื่องมายังรัฐสภา เพื่อขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญ หากเห็นว่ามีความจำเป็น

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากกรอบเวลาในปัจจุบัน ซึ่งรัฐสภาจะเปิดประชุมสมัยสามัญในวันที่ 25 สิงหาคม หากต้องเปิดประชุมสมัยวิสามัญก่อนหน้านั้น เช่น ในช่วงวันที่ 20 สิงหาคม ก็จะมีระยะเวลาห่างกันเพียงไม่กี่วัน จึงอาจไม่มีความจำเป็นต้องเปิดประชุมวิสามัญก็ได้ โดยเรื่องดังกล่าวยังต้องหารือร่วมกันทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงรอความชัดเจนจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน จึงจะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร ดังนั้น เวลานี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะต้องเปิดประชุมวิสามัญหรือไม่ เพราะทุกอย่างต้องรอคำวินิจฉัยฉบับเต็มของศาลรัฐธรรมนูญก่อน แล้วจึงจะนำมาพิจารณาร่วมกับขั้นตอนของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาอีกครั้ง

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่