นายกฯ สั่งรื้อค่าไฟทาง แฝงบิลประชาชน ทางหลวงเอาเปรียบมานาน

Hot Clips Video

 

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ และสร้างคำถามต่อระบบบริหารจัดการพลังงานของประเทศ หลังนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยข้อมูลว่า ค่าใช้จ่ายของไฟส่องสว่างสาธารณะ รวมถึงไฟทางหลวงและไฟทางหลวงชนบทบางส่วน ถูกนำไปรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องร่วมกันรับภาระผ่านค่า ft หรือค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ มาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี โดยค่าไฟส่องสว่างสาธารณะดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึงปีละกว่า 10,000 ล้านบาท

 

 

 

ทันทีที่ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผย ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม หลายคนตั้งคำถามว่า เหตุใดประชาชนจึงไม่เคยรับรู้มาก่อนว่ามีการนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมารวมอยู่ในบิลค่าไฟบ้าน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่า หากเป็นสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ก็ควรใช้งบประมาณของรัฐหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นผู้จ่าย ไม่ใช่กระจายภาระไปยังผู้ใช้ไฟทุกคน โดยไม่มีการชี้แจงอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ประชาชนและนักกฏหมาย มีการตั้งคำถามว่าในเมื่อรัฐบาลยอมรับเป็นการเก็บเงินที่ไม่ถูกต้องมานาน 10 ปีรัฐบาล และการไฟฟ้าฯ จะมีมาตรการชดเชยหรือคืนเงินย้อนหลังให้ประชาชนอย่างไร

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยอมรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นภาระที่แฝงอยู่ในค่าไฟฟ้าของประชาชน โดยระบุว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ทั้งที่มา ระยะเวลา และสาเหตุของการดำเนินการดังกล่าว พร้อมมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมถึงการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รายงานข้อมูลอย่างละเอียดกลับมายังรัฐบาล

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นภาระที่ถูกผลักให้ประชาชนต้องรับผิดชอบจริง รัฐบาลจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน พร้อมย้ำว่า หลักการสำคัญคือประชาชนต้องไม่เป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรเป็นภาระของตนเอง

ทั้งนี้ นายอนุทิน เปิดเผยว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อสงสัยที่ติดค้างอยู่ในใจมานาน ตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย โดยตั้งคำถามว่าการที่การไฟฟ้า ระบุว่าเป็นผู้รับภาระค่าไฟสาธารณะนั้น หมายความว่าอย่างไร หากยังมีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ จึงต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าภาระดังกล่าวถูกบริหารจัดการในรูปแบบใด และมีการนำต้นทุนส่วนนี้ไปคิดรวมกับค่าไฟของประชาชนหรือไม่

ส่วนสุดท้ายแล้วการไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง จะต้องเป็นผู้แบกรับเองหรือไม่ เพราะกระทรวงคมนาคม ไม่มีปัญญาที่จะรับผิดชอบ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มันเป็นกระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา ในทางลงบัญชีเขาไม่ได้บอกว่าไปเอาของประชาชนมาคิด และมาจ่าย นี่เป็นค่าใช้จ่ายของเขาที่มีการกำหนดมา ซึ่งทราบว่าเป็นแบบนี้มา 30-40 ปีแล้ว พร้อมยืนยันว่า หากเป็นเพียงภาระต้นทุนที่การไฟฟ้ารับผิดชอบ ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง แต่หากพบว่ามีการนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปบวกเพิ่มในค่าไฟฟ้าของประชาชนโดยตรง รัฐบาลจะต้องเข้าไปแก้ไขอย่างแน่นอน

และย้ำด้วยว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายผลักภาระค่าใช้จ่ายใด ๆ ให้ประชาชน และที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการช่วยลดภาระค่าไฟอย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการลดค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก พร้อมยืนยันว่า ภารกิจสำคัญของรัฐบาล คือการทำให้ประเทศและเศรษฐกิจให้เจริญ พค้อมดูแลประชาชนให้ดีที่สุด

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวมีอยู่จริง และเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดำเนินมาหลายสิบปี ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคม กำลังผลักดันการเปลี่ยนระบบไฟส่องสว่างริมทางเป็นหลอด LED ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 40-50% เพื่อลดต้นทุนค่าไฟในอนาคต แต่คำถามสำคัญที่ยังคงอยู่ คือ หากมีการแยกค่าไฟส่วนนี้ออกจากค่า ft จริง หน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายปีละกว่าหมื่นล้านบาท

แม้รัฐบาลจะยืนยันชัดเจนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่สังคมยังต้องติดตามผลการตรวจสอบของกระทรวงพลังงานและหน่วยงานด้านไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด ว่าข้อเท็จจริงของค่าไฟสาธารณะที่ถูกตั้งคำถามในขณะนี้ จะนำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟและการแบ่งภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐในอนาคตหรือไม่

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

 

ปิดโหมดสีเทา