การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน รอบใหม่ ปี 69 เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากในสังคม ตั้งแต่รัฐบาลประกาศปรับหลักเกณฑ์ครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิดสำคัญ “ช่วยคนจนตัวจริง” และปิดช่องโหว่ของผู้ที่ได้รับสิทธิ์ทั้งที่ไม่ได้มีความเดือดร้อนอย่างแท้จริง
ที่ผ่านมา ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีผู้ได้รับสิทธิ์ 13.2 ล้านคน แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอว่า มีทั้งคนที่ควรได้รับสิทธิ์แต่กลับตกหล่นจากระบบ ขณะเดียวกัน ก็มีบางคนที่ไม่ได้ลำบากจริง แต่ยังได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ
รัฐบาลจึงตัดสินใจปรับวิธีคัดกรองครั้งสำคัญ จากเดิมที่พิจารณารายได้เฉลี่ยของ “ครอบครัว” เปลี่ยนมาเป็นการพิจารณา “รายบุคคล” โดยกำหนดให้ผู้มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จึงจะมีสิทธิ์เข้าสู่กระบวนการพิจารณา พร้อมกันนี้ ยังเพิ่มการตรวจสอบทรัพย์สิน ภาระหนี้ และพฤติกรรมทางการเงินให้เข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่เดือดร้อนจริงอย่างแท้จริง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ย้ำหลายครั้งว่า เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลไม่ใช่การลดจำนวนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ แต่ต้องการนำสวัสดิการไปสู่ผู้ที่ลำบากจริง
เนื่องจากตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ควรได้รับสิทธิ์ แต่ไม่ได้อยู่ในระบบ ขณะที่บางคนที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กลับถูกตั้งคำถามว่าไม่ได้มีฐานะยากจนจริง รัฐบาลจึงประสานกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ค้นหาผู้มีรายได้น้อยที่ตกหล่น เพื่อเปิดโอกาสให้เข้าถึงสวัสดิการของรัฐอย่างทั่วถึงมากขึ้น
แต่เมื่อหลักเกณฑ์ใหม่ถูกเปิดเผย ก็เกิดกระแสถกเถียงในสังคมทันทีว่า การคัดกรองที่เข้มข้นขึ้นนั้น จะช่วยให้ได้ “คนจนตัวจริง” หรือจะกลายเป็นการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้คนจนจำนวนหนึ่งหลุดออกจากระบบ
โดยผลสำรวจของนิด้าโพล ล่าสุด ซึ่งสำรวจประชาชนที่มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท จำนวน 1,310 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 8-10 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนจำนวนมากเห็นด้วยกับการตรวจสอบทรัพย์สินบางประเภท ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเพดานเงินฝากและสลากออมทรัพย์รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท หรือการกำหนดขนาดที่อยู่อาศัยและพื้นที่ถือครองที่ดินของเกษตรกร ซึ่งมีผู้ตอบว่า “เห็นด้วยมาก” มากกว่า ร้อยละ 40
อย่างไรก็ตาม หลายเงื่อนไขกลับได้รับเสียงคัดค้านสูงเช่นกัน โดยเฉพาะเงื่อนไขที่กำหนดว่า ผู้ที่มีชื่อถูกใช้ลดหย่อนภาษีในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร จะหมดสิทธิ์ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีผู้ตอบว่า “ไม่เห็นด้วยเลย” สูงถึงกว่าร้อยละ 50 รวมถึงเงื่อนไขเรื่องการถือครองรถยนต์ การจำกัดที่ดินสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นเกษตรกร และการห้ามนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากไม่เห็นด้วยเช่นกัน
สะท้อนให้เห็นว่า แม้สังคมจะเห็นด้วยกับแนวคิดการช่วยเหลือคนจนตัวจริง แต่ยังมีคำถามสำคัญว่า เกณฑ์บางข้ออาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิตคนไทยในปัจจุบัน
และที่น่าสนใจ คือ เมื่อให้ประชาชนประเมินตนเอง พบว่า ร้อยละ 62.52 ระบุว่า เป็นคนจนจริง ที่ควรได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะที่เกือบร้อยละ 20 ระบุว่า ไม่ได้เป็นคนจน และไม่ต้องการรับสวัสดิการดังกล่าว แต่ยังมีอีกกว่าร้อยละ 12 ที่ยอมรับตรงไปตรงมาว่า แม้ไม่ได้ยากจน แต่ก็อยากได้รับสิทธิ์เช่นเดียวกัน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การกำหนดเส้นแบ่งระหว่างคำว่า “จนจริง” กับ “ไม่จน” อาจไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาลในการออกแบบระบบสวัสดิการให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด เพราะในท้ายที่สุด บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้เป็นเพียงเงินช่วยเหลือเดือนละ 300 บาทเท่านั้น แต่ยังเป็นมาตรวัดสำคัญว่า รัฐจะสามารถใช้ทรัพยากรของประเทศไปช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
และเมื่อการคัดกรองเข้มข้นขึ้น คำถามที่สังคมกำลังรอคำตอบก็คือ เกณฑ์ใหม่บัตรคนจนปี 2569 จะสามารถแยก “คนจนจริง” ออกจาก “คนจนไม่จริง” ได้อย่างแม่นยำ หรือจะมีคนที่สมควรได้รับความช่วยเหลือ ต้องกลายเป็นผู้ตกหล่นจากระบบอีกครั้ง…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews