การเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้ อาจมีความหมายมากกว่าการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ เพราะเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ภูมิภาคกำลังเผชิญความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ และไทยเองกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชาที่เริ่มขยายตัวสู่เวทีระหว่างประเทศ
แม้ภารกิจหลักจะเป็นการพบปะผู้นำเวียดนาม ทั้งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานสภาแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน แต่สิ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน คือองค์ประกอบของคณะผู้แทนไทยที่ร่วมเดินทาง
นอกจากรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจแล้ว ยังมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่ไปครบทุกเหล่าทัพซึ่งถือเป็นภาพที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในการเยือนต่างประเทศของผู้นำรัฐบาลไทย การปรากฏตัวของผู้นำฝ่ายความมั่นคงทั้งหมด ทำให้หลายฝ่ายมองว่า นี่คือการส่งสัญญาณทางยุทธศาสตร์ของไทยต่อภูมิภาค ว่าประเด็นเศรษฐกิจและความมั่นคงไม่สามารถแยกออกจากกันได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเปราะบาง แม้ผู้นำทั้งสองประเทศจะเคยประกาศเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ และเริ่มต้น กระบวนการพูดคุยร่วมกันแล้วก็ตาม
แต่ในทางปฏิบัติ กลับยังมีรายงานความเคลื่อนไหวทางทหารและการเผชิญหน้าตามแนวชายแดนเป็นระยะ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชายังเลือกเปิดเกมใหม่ ด้วยการยื่นเรื่องต่อองค์การสหประชาชาติ เพื่อเดินหน้ากระบวนการ
ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล
นั่นหมายความว่า ข้อพิพาทที่เคยอยู่ในกรอบการหารือระหว่างสองประเทศ กำลังถูกยกระดับไปสู่เวทีระหว่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อมิติการทูตของไทยในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ การประชุม ASEAN Future Forum หรือ AFF ที่กรุงฮานอย จึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นเวทีที่ผู้นำจากหลายประเทศในอาเซียนเข้าร่วม รวมถึง ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แม้จะไม่มีการกำหนดวาระหารือทวิภาคีอย่างเป็นทางการ แต่การปรากฏตัวของผู้นำไทยและกัมพูชาในเวทีเดียวกัน ย่อมถูกจับตา
ซึ่งนายกรัฐมนตรีไทย ได้กล่าวถ้อยแถลงถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ย้ำว่า ทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในห้วงเวลาสำคัญที่การตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่อทิศทางความสัมพันธ์ในอนาคต จึงจำเป็นต้องร่วมกันเผชิญความท้าทายและเปิดหน้าประวัติศาสตร์บทใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยการบรรลุแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง ความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และการเจรจาด้วยความสุจริตใจ แม้จะไม่มีหนทางที่ง่าย แต่เชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้ผ่านการสร้างความเชื่อมั่นและการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์
ขณะเดียวกัน ไทยยังใช้โอกาสนี้เดินหน้าสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาททางเศรษฐกิจและความมั่นคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอาเซียน
การหารือระหว่างฝ่ายกลาโหมของทั้งสองประเทศ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนการเยือนหรือการฝึกทางทหาร แต่ครอบคลุมถึงความมั่นคงทางทะเล ความมั่นคงทางไซเบอร์ การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ที่ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า การเยือนเวียดนามของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจทางเศรษฐกิจหรือการทูตตามปกติ แต่เป็นการเดินเกมเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
และในวันที่ข้อพิพาทกับกัมพูชายังไม่คลี่คลาย การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศสำคัญในอาเซียน อาจเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ที่ช่วยเสริมทั้งอำนาจต่อรอง ความเชื่อมั่น และเสถียรภาพของไทยในเวทีภูมิภาคต่อจากนี้
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews