ปชน.จับตาศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วาง 2 ฉากทัศน์ เตือนหากไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นายกฯ ต้องรับผิดชอบถึงขั้นลาออก หากเกิดความเสียหายร้ายแรง
พรรคประชาชน จับตาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีร่างพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่ศาลนัดลงมติในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ โดยระบุว่าได้ประเมินไว้ 2 ฉากทัศน์หลัก พร้อมย้ำว่า หากศาลวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และสร้างความเสียหายต่อการใช้จ่ายเงินของรัฐ รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองตามสัดส่วน ซึ่งในกรณีร้ายแรงที่สุด นายกรัฐมนตรีควรลาออกหรือยุบสภา
ด้านนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา ว่า พรรคได้เตรียมประเมินผลคำวินิจฉัยของศาลไว้ 2 แนวทาง คือ กรณีศาลเห็นชอบให้ พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้ทั้งฉบับ และกรณีไม่เห็นชอบ ซึ่งยังแบ่งออกเป็น 2 กรณีย่อย ได้แก่ การตกทั้งฉบับ หรือให้ตกเฉพาะวงเงิน 2 แสนล้านบาทในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทั้งนี้ หาก พ.ร.ก.ตกทั้งฉบับ จะเกิดความยุ่งยากอย่างมาก เพราะวงเงิน 2 แสนล้านบาทแรก ได้เริ่มกู้และทยอยเบิกจ่ายไปแล้ว ทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส และการเติมเงินเข้ากองทุนประชารัฐ ทำให้รัฐบาลต้องหาแหล่งเงินใหม่มาทดแทน ส่วนกรณีที่ศาลให้ตกเฉพาะวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ซึ่งใช้สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อาจมีผลกระทบน้อยกว่า เพราะรัฐบาลสามารถออกพระราชกำหนดฉบับใหม่ได้ และมีแนวทางตามคำวินิจฉัยเดิมของศาลที่อาจคุ้มครองเงินส่วนที่ใช้จ่ายไปแล้ว

รองหัวหน้าพรรคประชาชน ยังย้ำว่า หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ออกโดยไม่ชอบ รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง โดยเฉพาะวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง ที่พรรคเห็นว่าไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน และมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้กับโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์เดิม หรือเกิดการ “ยัดไส้” โครงการต่าง ๆ
ด้านนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท กล่าวว่า จากการติดตามข้อมูลพบว่าการใช้วงเงิน 2 แสนล้านบาทด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยังไม่มีโรดแมปหรือเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการลดการใช้พลังงานฟอสซิล การกำหนดโครงการหลัก หรือแม้แต่การกำหนดวงเงินขั้นต่ำของแต่ละโครงการ ส่วนความคลุมเครือดังกล่าว ทำให้กังวลว่าจะเกิดการแย่งชิงงบประมาณ หรือ “เบี้ยหัวแตก” รวมถึงการยัดไส้และสอดไส้โครงการ เพราะรัฐบาลกำหนดกรอบเวลาต้องใช้เงินให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2570 จึงเกรงว่าจะเร่งใช้งบโดยขาดประสิทธิภาพ ทั้งที่เป็นเงินกู้ก้อนใหญ่ซึ่งจะทำให้ประเทศเข้าใกล้เพดานหนี้สาธารณะ หากใช้ผิดทิศทางก็อาจไม่สามารถผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ตามเป้าหมาย
ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถือเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงกว่าการทำงานไม่เข้าเป้าของรัฐมนตรี ซึ่งก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะประเมินผลการทำงานของคณะรัฐมนตรี และพร้อมปรับ ครม. หากผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย พร้อมตั้งคำถามกลับไปยังนายกรัฐมนตรีว่า หากการออกกฎหมายสำคัญของรัฐบาลขัดรัฐธรรมนูญ จะถือเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงกว่าการทำงานไม่เข้าเป้าหรือไม่ พร้อมย้ำว่า พรรคประชาชนยึดหลักความรับผิดชอบทางการเมือง และจะกำหนดท่าทีหลังทราบคำวินิจฉัยของศาล
ขณะเดียวกัน ยังระบุว่า ปัญหาที่ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ไม่ได้มีเพียงเรื่อง พ.ร.ก.เงินกู้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงปัญหาทุจริตการสอบท้องถิ่น ปัญหายาเสพติด คดีฮั้ว สว. การทำงานของ ป.ป.ช. และความล่าช้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความจริงใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา
ทั้งนี้ หากศาลวินิจฉัยให้ พ.ร.ก.ไม่ผ่าน ความรับผิดชอบสูงสุดควรถึงขั้นนายกรัฐมนตรีลาออกหรือยุบสภาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ตอบว่า หากเป็นกรณีที่ร้ายแรงที่สุด และเกิดความเสียหายจากการใช้จ่ายเงินของรัฐไปแล้วจนไม่สามารถเรียกคืนได้ครบถ้วน การลาออกของนายกรัฐมนตรีก็อาจเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้น แต่ทั้งหมดต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน

ส่วนการประเมินผลงานรัฐมนตรีรายกระทรวง นายณัฐพงษ์มองว่า ปัญหาของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่ที่มาของอำนาจ ความชอบธรรมทางการเมือง ไปจนถึงข้อครหาเรื่องการทุจริตและคดีฮั้ว สว. ซึ่งเป็นเหตุให้พรรคประชาชนยังคงเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลทั้งในและนอกสภาอย่างต่อเนื่อง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews