ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง การเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีระหว่างวันที่ 9-10 กรกฎาคม นี้ ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจทางการทูต แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ควบคู่กับการเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการเชื่อมโยงชายแดน ซึ่งอาจกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย ในระยะต่อไป
ซึ่งนับเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่หลายฝ่ายจับตาเป็นพิเศษ หลังสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเกิดเหตุรุนแรงต่อเนื่องแม้ในกำหนดการจะมีวาระด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวเป็นแกนหลัก แต่ประเด็นที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน คือ การหารือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลไทยและเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากมาเลเซีย ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการพูดคุยสันติสุข
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของภารกิจครั้งนี้ คือ คณะผู้ร่วมเดินทางที่ไม่ได้มีเพียงรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ แต่ยังมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพร่วมเดินทางด้วย แสดงให้เห็นว่าการหารือด้านความมั่นคงจะเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญของการเยือนครั้งนี้
นายกรัฐมนตรีไทย มีการหารือแบบตัวต่อตัวกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนขยายวงเป็นการประชุมทวิภาคีเต็มคณะ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและผลักดันความร่วมมือในหลายด้าน ทั้งการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติการค้ามนุษย์ การหลอกลวงทางออนไลน์ การบริหารจัดการภัยพิบัติ ตลอดจนการแก้ไขอุปสรรคด้านการค้าและพลังงาน
ขณะเดียวกัน มิติด้านเศรษฐกิจถือเป็นอีกเป้าหมายสำคัญของการเยือนครั้งนี้ เพราะมาเลเซียเป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ของไทยในอาเซียน การหารือจะครอบคลุมการส่งเสริมการค้า การลงทุน การเกษตร การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงระบบคมนาคม เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร ผู้ส่งออก และแรงงานไทยเข้าถึงตลาดมาเลเซียและภูมิภาคได้มากขึ้น
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ การร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจด้านการเกษตรระหว่างสองประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาภาคเกษตรในอนาคต
นอกจากนี้ ผู้นำไทยและมาเลเซียยังจะร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย และเปิดถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ กับด่านบูกิตกายูฮิตัม รัฐเกดะฮ์ ซึ่งเป็นโครงการที่ทั้งสองประเทศผลักดันร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2562
ด่านแห่งใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง แต่ยังถูกมองว่าเป็นประตูเศรษฐกิจแห่งใหม่ ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และเชื่อมต่อเครือข่ายการขนส่งของไทยไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ และต่อเนื่องสู่จีนตอนใต้ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสการส่งออกของไทยในระยะยาว
อีกภาพที่ได้รับความสนใจ คือ การที่นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเดินทางมาต้อนรับนายกรัฐมนตรีไทยด้วยตนเองตั้งแต่ท่าอากาศยาน ก่อนร่วมเดินตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และเชิญนายกรัฐมนตรีไทยร่วมเดินทางด้วยรถยนต์คันเดียวกันไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและความไว้วางใจระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
และถ้าหากมองในมิติทางการเมือง ในช่วงที่นายอนุทินเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ นั้น นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็อยู่ที่นี่เช่นกัน แม้ก่อนหน้านี้นายอนุทินจะมีการระบุว่าไม่น่าจะมีโอกาสได้เจอกัน เพราะมีกำหนดตั้งแต่เช้ามีประชุมยาวตลอดทั้งวัน และเมื่อประชุมเสร็จต้องเดินทางมาที่ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา เพื่อร่วมเปิดด่านกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN