จากผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนล่าสุด กลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองครั้งสำคัญของรัฐบาล เมื่อคะแนนนิยมลดลงจาก 26% เหลือ 21% ภายในเวลาไม่นาน แม้จะยังไม่ใช่ระดับวิกฤต แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “โพลคือกระจกส่องตัวเอง”
คำพูดดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลเลือกที่จะไม่ปฏิเสธผลสำรวจ แต่กลับมองว่าเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องรับฟัง เพราะคะแนนนิยมที่หายไปถึง 5% ย่อมหมายความว่าประชาชนบางส่วนเริ่มตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐบาล
นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ปัญหาส่วนหนึ่งอาจไม่ได้อยู่ที่ผลงาน แต่อยู่ที่การสื่อสาร รัฐบาลเชื่อว่าหลายกระทรวงทำงานหนัก มีผลงานด้านเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของ GDP การลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ตลาดทุนมีเสถียรภาพ รวมถึงความคืบหน้าในการผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD แต่ผลงานเหล่านี้กลับไม่สามารถสร้างการรับรู้ในวงกว้างได้
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณชัดว่า จะเรียกรัฐมนตรีมาหารือเรื่องการสื่อสารผลงาน พร้อมเตือนรัฐมนตรีที่ทำงานเงียบจนกลายเป็น “รัฐมนตรีโลกลืม” ว่า หากประชาชนไม่รับรู้ผลงาน ก็อาจถูกลืมในการพิจารณาทางการเมืองเช่นกัน
คำเตือนดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสจับตาทันทีว่า นี่คือการส่งสัญญาณไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีในอนาคตหรือไม่ แม้นายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่าการปรับ ครม.ต้องอาศัยเหตุผลและผลงานเป็นหลัก ไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเพื่อแก้กระแสการเมือง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า บรรยากาศภายในรัฐบาลเริ่มตึงตัวมากขึ้น
ยิ่งก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันนี้ (7ก.ค.69) นายกรัฐมนตรี ได้เรียกรัฐมนตรีจากทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ขึ้นหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า ยิ่งทำให้เกิดการคาดการณ์ถึงการประเมินผลงานรัฐมนตรี แม้เจ้าตัวจะตอบแบบอารมณ์ดีว่า “ไปทานโจ๊กครับ” เพื่อสยบข่าวลือเรื่องการปรับ ครม.ก็ตาม
ขณะที่รัฐมนตรีหลายคนต่างออกมายืนยันตรงกัน โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่ถูกมองว่าเป็น“ลูกเทพ”ต่าง พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน
โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มองว่า โพลเป็นเสมือน “คันฉ่อง” ที่สะท้อนการทำงานของรัฐบาล พร้อมชี้ว่า ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลต้องเผชิญทั้งวิกฤตเฉพาะหน้า ตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปจนถึงการเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งราคาพลังงาน ค่าไฟ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลค่าไฟแฝง และการเดินหน้าปราบปรามการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่สะสมมาหลายรัฐบาล
ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยอมรับว่า การปรับปรุงการทำงานไม่ใช่หน้าที่ของรัฐมนตรีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นภารกิจของทุกคนในรัฐบาล พร้อมระบุว่า ไม่ต้องรอให้นายกรัฐมนตรีเตือน ทุกคนควรประเมินตัวเองว่าทำงานเต็มที่แล้วหรือยัง
ส่วนรัฐมนตรีคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นนายสุชาติ ชมกลิ่น นายวราวุธ ศิลปอาชา และนายสรรเพชญ บุญญามณี ยืนยันว่า ยังไม่ได้รับสัญญาณเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี แต่พร้อมเร่งทำงานและเพิ่มการสื่อสารกับประชาชนตามที่นายกรัฐมนตรีกำชับ
อย่างไรก็ตาม ในทางการเมือง นักวิเคราะห์มองว่า คะแนนนิยมที่ลดลงครั้งนี้ ไม่ได้สะท้อนเฉพาะปัญหาการประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งต้องการเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ การปราบปรามทุจริต และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าหลายโครงการกำลังเดินหน้า แต่หากประชาชนยังไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน คะแนนนิยมก็อาจไม่ฟื้นกลับมาได้ง่าย
โจทย์สำคัญของรัฐบาลในเวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงการ “สื่อสารให้มากขึ้น” เท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนทางการเมือง ที่อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไป ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ในภาพรวมรัฐบาลยังขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านความโปร่งใส การปราบปรามทุจริต และการจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews