วันนี้ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาคดีฉ้อโกง หมายเลขดำอทย. 109/2568ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนางจตุพร อุบลเลิศหรือ เจ๊อ้อย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม กับพวก ร่วมกันเป็นจำเลย ในความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ, ฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบฟอกเงินฯ
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวว่า ศาลพิพากษาให้นายษิทราจำคุก รวม 5 ปี 12 เดือน และให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 72,567,764 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยเห็นว่าคดีโอนเงิน 71 ล้านบาทที่อ้างว่าจะนำไปดำเนินธุรกิจหวยออนไลน์ เป็นการหลอกลวง เนื่องจากเงินถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัว ไม่ใช่การให้โดยเสน่หาตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จึงลงโทษในส่วนนี้ 4 ปี 6 เดือน
โดยศาลเห็นเป็นประเด็นสำคัญคือคดี 71 ล้าน กรณีลอตเตอรี่ออนไลน์ ซึ่งศาลวินิจฉัยอย่างละเอียด ว่าโจทก์ไม่ได้ให้โดยเสน่หาไม่ใช่เรื่องจริง ศาลพิเคราะห์ลงรายละเอียด เช่น แชทไลน์ ว่ามีการส่งไปหาใคร บ้าง และเงินจำนวน 71 ล้านบาท ไม่ได้ถูกโอนไปทำลอตเตอรี่ออนไลน์แต่กลับโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลย ซึ่งก็พิสูจน์ว่า โจทก์ถูกฉ้อโกง ศาลจึงลงโทษในประเด็นนี้ จำคุก ทนายตั้ม 4 ปี 6 เดือน
ส่วนประเด็นเรื่องการซื้อรถ ที่มีการออกใบเสร็จปลอมและนําเอกสารเท็จไปบวกค่าส่วนเกินเป็นเงินสด ศาลพิเคราะห์บอกว่าเป็นการหลอกลวงจำโทษ 1 ปี 6 เดือน
ส่วนข้อหาอื่นของทนายตั้มศาลพิพากษาให้ยกฟ้อง
ขณะที่ ภรรยาและพี่สาวภรรยาของทนายตั้มศาลก็ยกฟ้องทุกข้อหา
ทีมทนายจะยื่นอุทธรณ์ต่อ ในประเด็นฉ้อโกงเป็นปกติธุระต่อไป
ขณะที่ นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความ ที่มาสังเกตการณ์ฟังคําพิพากษาระบุว่า ในประเด็น ใบเสร็จปลอม ศาลมองว่าใบเสร็จไม่ใช่ของปลอม แต่เป็น ใบเสร็จเท็จ แต่ ทนายตั้ม พลาด ตรงที่ว่าเอาเอกสารเท็จส่งไปทางไลน์ให้กับทางโจทย์ร่วม จึงโดน ข้อหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1)
ขณะเดียวกัน ทนายเดชา ฝากไปถึง ตำรวจสอบสวนกลางในเรื่องการแจ้งข้อกล่าวหาว่าอาจจะแจ้งข้อหาเกินจริงไปหรือ ในกรณีฉ้อโกงเป็นปกติธุระ เพราะศาลมองว่าพฤติกรรมของทนายตั้มไม่ใช่การกระทําผิดโดยสันดาน ผู้เสียหายมีเพียงคนเดียว ไม่ใช่ความผิดมูลฐาน และไม่เป็นความผิดฐานฟอกเงิน
ขณะที่บรรยากาศ ภายในในห้องพิจารณา ทนายตั้ม ได้แถลงภายหลัง ศาลอ่านคำพิพากษา เมื่อศาลอนุญาตแล้วทนายตั้มได้กล่าวว่าขอให้นำคดีของตนนี้ไปเป็นกรณีศึกษาสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่ๆ ว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บางครั้งก็สู้หลักฐานพยานบุคคลไม่ได้ โดยศาลได้กล่าวตอบว่าที่ศาลไม่มีหลักสูตรการสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่เป็นการเฉพาะ แต่จะรับไว้พิจารณา
ต่อมา ทนายตั้มเดินออกมาจากห้องพิจารณาได้หยุดพูดคุยกับญาติและผู้สื่อข่าวว่าตนรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะตนเองมั่นใจในคดี 71 ล้าน มากกว่าไม่ได้กระทำความผิด และมีหลักฐานทางแชตที่พูดคุยกับฝั่งโจทก์อย่างละเอียด แต่ไม่มีการนำขึ้นมาพิจารณาในคดี
ทั้งนี้ ญาติของทนายตั้ม ยื่นคําร้องเพื่อขอ ประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews