ฝ่ายค้านเดินเกมรุก! เปิดปฏิบัติการถอนรากถอนโคน “ระบอบน้ำเงิน”

คลิปข่าวทั่วไป Video

 

นับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก้าวเข้ามาบริหารประเทศ สปอตไลต์ทางการเมืองแทบทุกดวงต่างฉายส่องไปที่เมกะโปรเจกต์และอำนาจการบริหารจัดการที่ดูจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จนปฏิเสธไม่ได้ว่า ฝ่ายค้านมักตั้งข้อสังเกตถึงเงาร่างของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่แฝงตัวอยู่เบื้องหลังองคาพยพทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และลามไปถึงการตั้งคำถามต่อความชอบธรรมขององค์กรอิสระ

 

 

เริ่มต้นเดือนมิถุนายน 2569 พรรคฝ่ายค้าน ตัดสินใจยกระดับเกมรุก เปลี่ยนจากการอภิปรายวิพากษ์วิจารณ์ในสภา สู่ปฏิบัติการเดินหน้าตรวจสอบผ่านข้อกฎหมาย ยื่นเรื่องตรงต่อองค์กรอิสระและศาลฎีกา เพื่อหวังทำลายข้อกังขา และหวัง “ถอนรากถอนโคน” เครือข่ายอำนาจนี้ให้สิ้นซาก

ปฏิบัติการหักเหลี่ยมเฉือนคมด่านแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน และพรรคร่วมฝ่ายค้าน จับมือ สว. บางส่วน เดินหน้ายื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ต่อ “โสภณ ซารัมย์” ประธานรัฐสภา เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ตั้งคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบตัวคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะ ในข้อหา “ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” หลังมีมติยกคำร้องของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีตรัฐมนตรีคมนาคม คดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

“ณัฐพงษ์” บอกว่า หลักฐานที่เราแนบไปยืนยันชัดเจนว่า มีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอ หากประธานรัฐสภาเลือกที่จะปัดตกคำร้องนี้ นอกจากจะค้านสายตาของสังคมแล้ว อาจเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้อง ทุกคนเห็นอยู่แล้วว่าประธานรัฐสภามาจากพรรคการเมืองใด ก็ขอให้สังคมช่วยตัดสินใจดีกว่า

ด้าน “ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล” และ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.จากพรรคประชาชน กาง 4 ข้อกล่าวหาเหล็กถล่ม ป.ป.ช. ทันที ทั้งปมตรวจสอบบกพร่องไม่ยอมเช็กเส้นทางการเงินเชิงลึก การใช้ดุลพินิจขัดแย้งกับคำวินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงมีพฤติการณ์เพิกเฉยปกปิดข้อมูลรายงานต่อผู้ร้อง และละเว้นความผิดฐานขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 126

เกมรุกยังดุเดือดต่อเนื่องเมื่อ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” และ “เฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต หอบหลักฐานบุกยื่น ป.ป.ช. และ กกต. ขอให้ตรวจสอบเทคโนโลยีดิจิทัล ยืนยันไอดีไลน์ของ “อธิบดีกรมการปกครอง” หลังมีแชตหลุดสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยข้อความสะเทือนใจว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย”

ฝ่ายค้านชี้ชัดว่า พฤติกรรมนี้ขัดต่อหลักความเป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการอย่างร้ายแรง โดย ”เฉลิมพงศ์“ แฉเพิ่มว่า ในพื้นที่ระบาดหนักถึงขั้นมีการสั่งการเป็นระบบตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าฯ ลงไปหาปลัดอำเภอ มีการกดดันและโยกย้ายนายอำเภอที่ไม่ตอบสนองกลุ่มอำนาจการเมือง พร้อมตั้งคำถามจี้ใจดำไปยังนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า เหตุใดจนถึงขณะนี้ จึงยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในกระทรวงมหาดไทยเลย?

ปิดท้ายด้วยขุนพลเศรษฐกิจฝั่งค้าน “ศิริกัญญา ตันสกุล“ รอหัวหน้าพรรคประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งไม้ต่อให้ศาลปกครองพิจารณาระงับมติ ครม. กรณีรัฐบาลนำ “เงินกู้วิกฤตพลังงาน” จำนวน 18,800 ล้านบาท ไปจ่ายโปะในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปกติ

”ศิริกัญญา“ ย้ำว่า รัฐบาลกำลังถังแตกและใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์ ขัดต่อ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งหากปล่อยไว้จะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดพลาด ยามวิกฤตไม่มีเงินเยียวยา แต่หนี้สาธารณะพุ่งสูงพอกพูนเป็นภาระของคนทั้งประเทศ

ดังนั้น การเดินเกมรุกพร้อมกัน 3 หน้ากระดานของฝ่ายค้านในสัปดาห์นี้ ชี้ให้เห็นว่า พวกเขาไม่ได้มอง “ระบอบสีน้ำเงิน” เป็นเพียงแค่คู่แข่งทางการเมือง แต่กำลังชี้ให้สังคมเห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใช้กลไกรัฐและองค์กรตรวจสอบเพื่อประโยชน์พวกพ้อง สงครามกฎหมายและการงัดข้อครั้งนี้ สุดท้ายผลลัพธ์จะสามารถถอนรากถอนโคนระบอบสีน้ำเงินได้จริง หรือจะเป็นเพียงแค่คลื่นกระทบฝั่ง ดุลยพินิจขององค์กรอิสระและสายตาของประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบ

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่