สะเทือนสายรับหิ้ว! สาวไทยถูกจับที่ญี่ปุ่น เจอยาไอซ์ซุกในพัสดุ

ทั่วไป ข่าว

 

จากคดีแอร์สาวลักลอบขนเฮโรอีน ล่าสุดมีอีกคดีที่หลายคนกำลังจับตา เมื่อสาวไทยที่รับหิ้วของไปญี่ปุ่น ถูกควบคุมตัวที่สนามบิน หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบยาไอซ์ซุกอยู่ในซองกาแฟภายในพัสดุที่รับฝากไป

 

 

จากกรณี สาวไทยวัย 28 ปี รับหิ้วของไปประเทศญี่ปุ่น ถูกควบคุมตัวที่สนามบินฟุกุโอกะ หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบยาไอซ์ซุกอยู่ในซองกาแฟ ภายในพัสดุที่เธอรับฝากไป ขณะที่ครอบครัวเชื่อว่า ลูกสาวอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการลักลอบขนยาเสพติด

ข้อมูลจากครอบครัวระบุว่า หญิงสาวเดินทางไปญี่ปุ่นพร้อมแฟนหนุ่มและเพื่อนอีก 1 คน ซึ่งทั้งสามคนรับหิ้วของให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นมาประมาณ 1 ปี
และที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาอะไร

ก่อนเดินทางไม่นาน มีลูกค้ารายหนึ่งใช้ชื่อไลน์ว่า “ing ing” ติดต่อฝากพัสดุไปส่งที่ญี่ปุ่น โดยลูกค้าคนนี้เคยใช้บริการมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อน
ทำให้หญิงสาวและแฟนหนุ่มไม่ได้เอะใจและรับพัสดุขึ้นเครื่องไปพร้อมกับของลูกค้ารายอื่น

แต่เมื่อเดินทางถึงสนามบินฟุกุโอกะ ในช่วงเช้าวันที่ 12 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ได้สุ่มตรวจสัมภาระ ก่อนพบยาไอซ์ซุกซ่อนอยู่ในซองกาแฟที่อยู่ภายในพัสดุ จึงควบคุมตัวไว้ทันทีส่วนแฟนหนุ่มและเพื่อนอีก 1 คน ถูกเชิญตัวไปสอบปากคำ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในวันเดียวกัน

โดยแฟนหนุ่มกล่าวว่า ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งหลายวันต่อมาครอบครัวได้รับหนังสือจากสถานกงสุลไทย แจ้งว่า แฟนตนถูกดำเนินคดีในข้อหานำเข้ายาเสพติด

หลังรู้เรื่อง ครอบครัวรีบเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.บางบัวทอง พร้อมขอภาพจากกล้องวงจรปิดในหมู่บ้าน เพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นคนนำพัสดุมาส่ง และได้นำหลักฐานทั้งหมดส่งให้ตำรวจแล้ว เพื่อเร่งสืบหาตัวผู้ที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่แฟนหนุ่มยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า วันเกิดเหตุพวกเขารับหิ้วของไปทั้งหมด 9 กล่อง ลูกค้ารายอื่นเดินทางมารับของครบทุกคน แต่มีเพียงพัสดุของลูกค้าที่ใช้ชื่อ “ing ing” เท่านั้น ที่ไม่มีใครมาติดต่อรับของ อีกทั้งยังบล็อกช่องทางการติดต่อทั้งหมด ทำให้ครอบครัวเชื่อว่า นี่อาจไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นการนำพัสดุมาฝากเพื่อใช้คนอื่นลักลอบขนยาเสพติด

ตอนนี้ครอบครัวยอมรับว่าเป็นห่วงลูกสาวมาก เพราะยังไม่สามารถติดต่อกันได้ และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยติดตามคดี รวมถึงประสานกับทางการญี่ปุ่น
เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม คดีนี้กลายเป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ของคนรับหิ้วของข้ามประเทศ เพราะแม้จะเคยรับส่งให้ลูกค้าคนเดิมมาก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย
การตรวจสอบสิ่งของทุกชิ้นก่อนเดินทาง จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่