ไทย-เขมร จับมือแต่ไม่จับเข่าคุย! บอกคิดดีๆ ถ้าคิดใช้กำลัง

Hot Clips Video

 

ภาพการจับมือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กับฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างการประชุม ASEAN Future Forum ที่ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม กลายเป็นประเด็นดรามาท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

 

 

แต่นายอนุทิน ได้ชี้แจงชัดเจนว่า นั่นเป็นเพียงการทักทายตามธรรมเนียมทางการทูตของผู้นำประเทศ ก่อนเข้าสู่เวทีประชุม ไม่ใช่การหารือทวิภาคี หรือการพูดคุยทางการเมืองแต่อย่างใด พร้อมย้ำว่า เวลานี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเจรจาระดับผู้นำ เพราะทั้งสองฝ่ายยังมีประเด็นที่ต้องดำเนินการและจัดการภายในกรอบที่ตกลงกันไว้ก่อน

ส่วนที่มีรายงานจากสื่อกัมพูชาเกี่ยวกับถ้อยคำของ ฮุน เซน ที่กล่าวถึงการทวงคืนดินแดน ไม่ว่าจะด้วยการเจรจาหรือการใช้กำลัง ทำให้ นายอนุทิน ส่งสัญญาณตอบกลับอย่างชัดเจน ว่า ประเทศไทยไม่เคยรุกรานหรือรุกล้ำอธิปไตยของประเทศใด และไม่ยอมให้ใครมาก้าวล่วงอธิปไตยของไทยเช่นกัน พร้อมกล่าวประโยคที่ได้รับความสนใจว่า หากใครคิดจะใช้กำลังกับประเทศไทย “ต้องคิดดี ๆ” ซึ่งเป็นการก็สะท้อนท่าทีที่ต้องการส่งสารถึงกัมพูชาว่า ไทยพร้อมปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตยของตนเอง

แต่อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือ การที่จีนทยอยส่งมอบรถถัง T59D ให้กัมพูชา ซึ่งตามข้อตกลงจะมีจำนวนถึง 93 คัน นั้น นายกรัฐมนตรี ก็บอกว่า ไม่กังวลและกองทัพไทยก็พร้อม

ขณะที่พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อธิบายว่า รถถังดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือทางทหารระหว่างจีนกับกัมพูชาที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2016 และเป็นยุทโธปกรณ์เก่าที่ผ่านการปรับปรุงใหม่ ไม่ใช่การจัดหาอาวุธแบบเร่งด่วนเพื่อตอบสนองสถานการณ์ปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงติดตามอย่างใกล้ชิดว่า รถถังเหล่านี้จะถูกนำไปประจำการในพื้นที่ใด โดยเฉพาะหากมีการเคลื่อนย้ายเข้าใกล้แนวชายแดน ก็อาจส่งผลต่อการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคง

ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องกำลังทหาร คือ สงครามทางการทูต ที่กำลังดำเนินอยู่ควบคู่กัน

รัฐบาลไทยเลือกใช้แนวทางการทูตเชิงรุก โดยส่งผู้แทนระดับสูงเดินสายหารือกับประเทศสำคัญหลายแห่ง ทั้งฝรั่งเศส เวียดนาม ญี่ปุ่น รวมถึงรัสเซีย เพื่อสร้างความเข้าใจต่อจุดยืนของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ขณะที่กัมพูชาเองก็ใช้เวทีอาเซียนและเวทีระหว่างประเทศในการสื่อสารจุดยืนของตนเช่นกัน

**โดย ฮุน มาเนต ได้ใช้โอกาสกล่าวบนเวที ASEAN Future Forum ที่มีนายกรัฐมนตรีไทยเข้าร่วมด้วย ว่า สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้ พร้อมแสดงความกังวลต่อพื้นที่ที่กัมพูชาอ้างว่าอยู่ภายใต้การยึดครอง และย้ำว่าพรมแดนและอธิปไตยไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกำลัง แต่ขณะเดียว ผู้นำกัมพูชาก็ยืนยันว่า ไทยยังเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด และทั้งสองประเทศมีเป้าหมายร่วมกัน คือ สันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค**

ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนความซับซ้อนของสถานการณ์อย่างชัดเจน

ด้านหนึ่งคือการแสดงออกเชิงมิตรไมตรีในเวทีระหว่างประเทศ อีกด้านหนึ่งคือความไม่ไว้วางใจจากปัญหาชายแดนที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย จึงทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าทั้งสองประเทศจะสามารถเปลี่ยนจากการตอบโต้ผ่านสื่อและถ้อยแถลงทางการเมือง กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างสร้างสรรค์ได้เมื่อใด…

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่