ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ทวีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ประกาศลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ เพื่อลงชิงชัยสมัยที่ 2 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งก่อนหน้านี้ มีพรรคการเมืองและผู้สมัครที่เสนอตัวในนามอิสระ เปิดตัวท้าชิงมาแล้วถึง 5 คน ทำให้ ถึงเวลานี้ ศึกชิงผู้นำเสาชิงช้า มีแล้วอย่างน้อย 6 คน แต่ละคนมีที่มาที่ไปอย่างไรกันบ้าง แชมป์เก่า หรือ ผู้ท้าชิงหน้าใหม่ ใครจะครองใจคนกรุง
เริ่มกันที่ “แชมป์เก่า ชัชชาติ” และยังเป็นเต็ง 1 ในครั้งนี้ เจ้าของฉายา “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” และกลายเป็นผู้ว่าฯ ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีไปแล้ว เพราะในการเลือกตั้ง เมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา กวาดคะแนนคนกรุง ไปมากถึง 1.3 ล้านคะแนน จบการศึกษา ปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดลศึกษาต่อปริญญาโทด้านวิศวกรรมโครงสร้าง สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ และปริญญาเอกด้านวิศวกรรมโครงสร้าง มหาวิทยาลัยอิลลินอย เออร์แบนา-แชมเปญจน์ สหรัฐอเมริกา จะมาสานต่องานเดิม และเพิ่มเติม คือมี สก.สายเขียวคอยสนับสนุน ไม่เหมือนครั้งก่อน ที่มาแบบครึ่งๆกลางๆ จากฝั่งเพื่อไทย และสายส้ม มีจุดแข็งคือการเป็นนักบริหารที่ใช้”ข้อมูลและเทคโนโลยี” เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโครงสร้าง เคยเป็นรัฐมนตรีคมนาคมในรัฐบาล”ยิงลักษณ์ ชินวัตร” และอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน ผลงานเด่นแก้ปัญหา ทางเท้า ขยะ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้คนกรุง
คนที่ 2 “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ที่ลาออก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน มาลงชิงชัยผู้ว่าฯเมืองหลวง พร้อมกับเคมเปญ “กรุงเทพฯง่ายๆ หรือ กรุงเทพที่ง่ายกว่า”มุ่งเป้าจะยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัย พร้อมประกาศว่าจะหาเสียงโดยไม่ติดป้าย เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ซึ่ง “ดร.โจ”มีฐานเสียงสีส้มครอบคลุมทุกพื้นที่ เห็นได้จากผลการเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งพรรคประชาชนกวาด สส.กรุงเทพฯ ไปทั้ง 33 เขต
สำหรับ”ชัยวัฒน์” จบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการสารสนเทศ และระดับปริญญาเอก คณะปรัชญา สาขาวิทยาการสารสนเทศ สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น เป็นคนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญการจัดการข้อมูลระดับโลก มีความถนัดและประสบการ ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและยุทธศาสตร์ข้อมูลเคยทำงานที่ NEC ประเทศญี่ปุ่น และธนาคารแห่งประเทศไทยมากว่า 10 ปี
คนที่ 3 มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือ “หม่อมกร” นักวิชาการอิสระ นักเคลื่อนไหวชื่อดังด้านปฏิรูปพลังงาน เป็นนักการเมือง โดยดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารและเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,ปริญญาโท MBA การเงิน จากมหาวิทยาลัยแคร์ลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา, ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอก สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยรังสิต จุดเด่นคือ เป็นวิศวกรที่มีความรู้ด้านการเงิน และเศรษฐศาสตร์การเมือง เคยทำงานด้านการเงินและการลงทุน ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอยุธยา เจเอฟ และเป็นผู้ช่วยเลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. รวมถึงเคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท แกรมมี่ โดยประกาศจุดยืนในการลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.”ขอทำงานข้ามขั้วร่วมกับ สก.ทุกสี”
คนต่อมา “มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” หรือ “เจ๊ติ่ง หรือ มอลลี่”ของชาวโซเชียล เป็นอดีตนักข่าว และนักการเมือง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ จบปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาโท วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ปริญญาเอก วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม สาขาวิชาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต และยังเป็นอดีตนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทย มีจุดเด่น คือความเข้าใจ ปัญหาปากท้อง และ กล้าชนกล้าตรวจสอบ จากการเป็นอดีตนักข่าวสายลุย มีบทบาทผ่านมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน ประกาศลงสมัครในนามอิสระ โดยโชว์วิสัยทัศน์ว่า “สามารถพูดคุย และทำงานร่วมกับทุกฝ่ายได้ ไม่ใช่คนสุดโต่ง และมุ่งเป้าในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง
คนที่ 5 “คมสัน พันธุ์วิชาติกุล” ผู้สมัครในนามอิสระ เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ทายาทซินแสชื่อดังเมืองไทย เป็นอดีต สก.เขตบางพลัด เคยลงสมัคร สส.ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ.ที่ผ่านมาด้วย จบการศึกษาระดับปริญญาเอก รัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยเริ่มต้นทำงานด้านการเมืองจากการเป็นที่ปรึกษาของโฆษกคณะรัฐมนตรี และทำงานคณะกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ตั้งแต่ในช่วงปี 2548 ชูแนวคิด การใช้ข้อมูลวางผังเมืองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและพลังงานเชิงบวก โดยการลงชิงชัยครั้งนี้ ชูแคมเปญ “ถึงเวลา กรุงเทพ ต้อง Move on” พัฒนาคุณภาพชีวิตคนกรุง อยากเห็นบ้านเมืองพ้นจากการเมืองน้ำเน่า
ปิดท้ายคนที่ 6 “อนุชา บุรพชัยศรี” ผู้สมัครสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ที่มาพร้อมแคมเปญ “ทำให้กรุงเทพฯ เป็นมากกว่าที่เป็นอยู่ แล้วจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองฟ้าอมร” โดย “อนุชา” เป็นนักธุรกิจ และนักการเมือง เป็นอดีต สส.กรุงเทพฯ กับพรรคประชาธิปัตย์ มาแล้ว 2 สมัย ในปี 2550 และ 2554 และ จบการศึกษามัธยมต้น โรงเรียนอัสสัมชัญ รุ่นเดียวกับ”อนุทิน ชาญวีรกูล” ปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยอเดเลด ปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ สาขาพลังงานและการเผาไหม้ มหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ และระดับปริญญาโทอีกใบ คณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงินและการตลาด สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ “อนุชา”โชว์วิสัยทัศน์ในวันเปิดตัว หวังยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุง รวมถึงทำให้ กทม.เป็นเมืองที่เป็นอนาคตของคนรุ่นใหม่ ด้วยนโยบาย สำคัญ “พัฒนากทม.ให้ สะดวก สะอาด และสบาย”
หลังจากนี้ ต้องจับตาสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ว่าจะมีคนเก่ง คนดี คนดัง คนไหน ประกาศตัวชิงชัย ร่วมกับ 6 คนนี้ อีกหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กลุ่มกรุงเทพฯบินได้” ของ “มงคลกิตต์ สุขสินธรานนท์” และพรรคเศรษรฐกิจที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะส่งผู้สมัคร แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่เปิดตัวเป็นทางการ …
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews