ส้ม-ฟ้า ท้าชน ”ชัชชาติ“ ชิงผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” สร้างประวัติศาสตร์แลนด์สไลด์ถล่มทลายด้วยคะแนน 1.38 ล้านเสียง ก้าวเข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และตามกรอบกฎหมาย วาระ 4 ปีจะสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นี้

 

แต่ล่าสุดเมื่อเช้านี้ “ชัชชาติ” ประกาศผ่านไลฟ์สด ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกก่อนครบวาระในวันที่ 18 พฤษภาคม เวลา 17.00 น. โดยให้เหตุผลเรื่องส่วนตัวที่ต้องเดินทางไปร่วมงานรับปริญญาของลูกชาย และเพื่อความชัดเจนในการลงสู้ศึก “ผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2” โดย กกต.กทม. เคาะแผนเตรียมจัดเลือกตั้งใหญ่ทั้ง “ผู้ว่าฯ และ ส.ก.” พร้อมกันในวันที่ 28 มิถุนายน 2569

ทันทีที่ระฆังส่งสัญญาณ สมรภูมิเมืองหลวงก็กลายเป็นศึกช้างชนช้าง เมื่อขั้วส้ม “พรรคประชาชน” และขั้วฟ้า “พรรคประชาธิปัตย์” ต่างแท็กทีมส่ง “ขุนพล” ลงท้าชนแชมป์เก่าแบบไม่กลัวเกรง

เจาะลึกแชมป์เก่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ในรอบนี้ ยังคงยึดมั่นในจุดแข็งเดิม คือ “การลงสมัครในนามอิสระ” ไม่สังเกตพรรคการเมือง เพื่อประกาศตัวเป็นผู้ว่าฯ ของประชาชนทุกกลุ่ม นโยบายยังคงเน้นย้ำความต่อเนื่องของ “เส้นเลือดฝอย” คู่ไปกับ “เส้นเลือดใหญ่”

จุดแข็ง: บารมีทางการเมืองและความนิยมส่วนตัวที่ยังคงเหนียวแน่น การลงพื้นที่แบบเข้าถึงง่าย รวดเร็ว และไม่มีกรอบของพรรคการเมืองมาตีกรอบให้เกิดความขัดแย้งเชิงขั้ว

จุดอ่อน: ในศึกครั้งนี้ “ชัชชาติ” ประกาศชัดเจนว่าจะ “ไม่ส่ง ส.ก. ในนามตนเอง” ซึ่งอาจกลายเป็นข้อเสียบเปรียบในสภากรุงเทพมหานคร หากไม่มีฐานเสียง ส.ก. ที่เป็นเนื้อเดียวกันคอยช่วยผลักดันงบประมาณ ประกอบกับเสียงวิจารณ์ในเรื่องการแก้ปัญหาระบบใหญ่ที่ค่อนข้างใช้เวลา จนเจ้าตัวยังเคยให้คะแนนตัวเองแค่ 5 เต็ม 10

ขยับมาที่ผู้ท้าชิงรายแรกจากค่ายสีส้ม พรรคประชาชน ที่เปิดตัว “อ.โจ ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ภายใต้สโลแกน “กรุงเทพง่ายๆ by ผู้ว่าประชาชน” มุ่งเป้าพลิกโฉมเมืองหลวงผ่าน 4 นโยบายหลัก ทั้ง เลี้ยงครอบครัวง่าย ค้าขายง่าย เดินทางง่าย และใช้ชีวิตง่าย

จุดแข็ง: พลังขับเคลื่อนจากกระแส “ส้มทั้งแผ่นดิน” ที่เคยชนะกวาด ส.ส.กทม. เรียบทั้ง 33 เขตในการเลือกตั้งใหญ่ พรรคประชาชนงัดโมเดล “ฟูลทีม” คือการส่งทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก. ครบ 50 เขต โดยอ้างว่าการเปลี่ยนโครงสร้างเมืองต้องใช้ทั้งสภาบน สส. และท้องถิ่นทำงานร่วมกัน

จุดอ่อน: อ.โจ ถือเป็นหน้าใหม่ในเวทีการเมืองท้องถิ่น กทม. ความท้าทายสูงสุดคือการพิสูจน์ให้คนกรุงเห็นว่า วิสัยทัศน์ทางเทคนิคและนโยบายบนกระดาษ จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติที่แก้ปัญหาหน้างานจริงได้ดีกว่าแชมป์เก่าที่เชี่ยวชาญพื้นที่หรือไม่

ปิดท้ายด้วย ค่ายสีฟ้า พรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งเปิดตัว ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ส่ง “เจมส์ – อนุชา บูรพชัยศรี” อดีต ส.ส.กทม. และอดีตโฆษกรัฐบาล ลงชิงชัยชูสโลแกน “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more สะดวก สะอาด สบาย”

จุดแข็ง: โปรไฟล์สุดแกร่ง มีดีกรีด้านวิศวกรรมเครื่องกลและพลังงาน พ่วงประสบการณ์กู้ธุรกิจครอบครัวพันล้าน เป็น ส.ส.กทม. มาหลายสมัยจึงเข้าใจพื้นที่ลึกซึ้ง และมีจุดขายสำคัญคือ “ความซื่อสัตย์สุจริต และบารมีในการประสานงานได้กับทุกฝ่ายแบบไร้รอยต่อ” บวกกับฐานเสียงดั้งเดิมของ ปชป. ที่ผูกพันกับคนกรุงผ่านผลงานในอดีตอย่างหอศิลป์ กทม. และรถไฟฟ้าฝั่งธนฯ

จุดอ่อน: ประชาธิปัตย์ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันตกเป็น “มวยรอง” ในสนามเมืองหลวง งานใหญ่ของนายอนุชาและทีม ส.ก. ทั้ง 50 เขต คือการ “จุดไฟ” และดึงศรัทธาของคนกรุงเทพฯ ให้กลับมาเลือกพรรคสถาบันการเมืองอีกครั้งท่ามกลางกระแสการเมืองยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป

ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ครั้งนี้ จึงเป็นการต่อสู้ระหว่าง “บารมีตัวบุคคลสไตล์อิสระ” ของชัชชาติ, “ระบบทีมเวิร์กเปลี่ยนโครงสร้าง” ของพรรคประชาชน และ “ประสบการณ์บวกความซื่อสัตย์” ของประชาธิปัตย์

ท้ายที่สุด… ใครจะสามารถทลายข้อจำกัดและตอบโจทย์ชีวิตที่ “ยากขึ้นทุกวัน” ของคนกรุงได้ดีที่สุด วันที่ 28 มิถุนายนนี้ ประชาชนชาวกรุงเทพฯ จะเป็นผู้ส่งเสียงชี้ชะตา

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่