“พล.ต.อ. สำราญ” บทพิสูจน์อำนาจ 7 ปี บนเก้าอี้พิทักษ์ 1

คลิปข่าวทั่วไป Video

 

เก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ…หนึ่งในตำแหน่งที่ทรงอำนาจที่สุดของข้าราชการตำรวจ แต่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การได้ขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ ผบ.ตร. ไม่ได้หมายความว่า จะสามารถบริหารงานได้อย่างราบรื่นจนเกษียณอายุราชการเสมอไป เพราะนอกจากภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อย และการบังคับใช้กฎหมายแล้ว ผบ.ตร. ยังต้องบริหารองค์กรขนาดใหญ่ ท่ามกลางแรงกดดันจากการเมือง การแต่งตั้งโยกย้ายภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และความขัดแย้งของกลุ่มอำนาจในองค์กร

 

 

ล่าสุด พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร. ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 16 ต่อจาก พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2569

การแต่งตั้งครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะ พลตำรวจเอกสำราญ ยังมีอายุราชการเหลืออีกประมาณ 7 ปี และจะเกษียณอายุราชการในปี 2576 หมายความว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามปกติ… นี่อาจเป็นการเริ่มต้นของ ผบ.ตร. ที่มีโอกาสบริหารองค์กรตำรวจได้ยาวนานที่สุดคนหนึ่งในยุคหลัง

แต่คำถามสำคัญคือ… อำนาจบริหาร 7 ปี จะอยู่ครบวาระจนเกษียณหรือไม่?

พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา เติบโตมาจากสายงานสอบสวน สืบสวน และป้องกันปราบปรามในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผ่านตำแหน่งสำคัญ ทั้งผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง ผบ.ตร. ประสบการณ์จึงถือว่า ครอบคลุมทั้งงานภาคสนาม งานบริหาร และงานด้านความมั่นคง

แต่การก้าวขึ้นเป็น ผบ.ตร. ไม่ได้หมายถึงการบริหารเพียง “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” เพราะสิ่งที่ต้องบริหารไปพร้อมกัน คือ ความเป็นเอกภาพขององค์กรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน่วยงานจำนวนมาก และมีนายตำรวจระดับสูงหลายกลุ่ม การจัดวางกำลัง การแต่งตั้งโยกย้าย และการกระจายอำนาจ ล้วนเป็นเรื่องที่มีผลต่อความรู้สึกของนายตำรวจทั่วประเทศ หาก ผบ.ตร. สามารถทำให้เกิดความรู้สึกว่า การบริหารงานมีความเป็นธรรม โปร่งใส และยึดผลงานมากกว่าความสัมพันธ์ ก็จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ

ให้สามารถบริหารองค์กรได้อย่างมั่นคง แต่หากเกิดความรู้สึกว่า การแต่งตั้งโยกย้ายถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจ แรงต้านภายในองค์กร ก็อาจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์กับรัฐบาลและฝ่ายการเมืองตามโครงสร้างการบริหารประเทศ ผบ.ตร.ต้องทำงานภายใต้กรอบนโยบายของรัฐบาลดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง ผบ.ตร. กับนายกรัฐมนตรี และฝ่ายการเมือง จึงเป็นปัจจัยสำคัญ หากนโยบายของรัฐบาลกับแนวทางการบริหารของ ผบ.ตร. เดินไปในทิศทางเดียวกัน การบริหารงานย่อมมีเสถียรภาพ แต่หากเกิดความขัดแย้ง หรือมีประเด็นคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทางการเมือง เก้าอี้ ผบ.ตร. ก็อาจถูกจับตามองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้ ผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ พนันออนไลน์ ยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงปัญหาความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดนี้ จะเป็นตัวชี้วัดว่า ผบ.ตร.คนใหม่สามารถสร้างผลงานได้จริงหรือไม่ เพราะการมีอายุราชการเหลือ 7 ปี…ไม่ได้แปลว่าจะมีอำนาจบริหารอย่างราบรื่น 7 ปี แต่ต้องพิสูจน์ผลงาน และรักษาความไว้วางใจจากทั้งรัฐบาล องค์กรตำรวจ และประชาชนไปพร้อมกัน

หากมองในมุมของเหตุ ปัจจัยที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่ง ผบ.ตร. ก็มีหลายด้านทั้ง การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนนโยบาย ด้านความมั่นคงก็อาจเปลี่ยน รวมถึงแนวทางการบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้ตำแหน่ง ผบ.ตร. จะมีหลักเกณฑ์ตามกฎหมายแต่ในทางปฏิบัติ ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับผู้บัญชาการองค์กรความมั่นคง ย่อมเป็นสิ่งที่ถูกจับตามอง

ปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กร หากเกิดความขัดแย้งระหว่างนายตำรวจระดับสูงโดยเฉพาะหากเกี่ยวข้องกับคดีสำคัญ หรือข้อกล่าวหาที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็อาจนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ การสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่อื่น หรือการเปลี่ยนตัวผู้รักษาการแทน

ปัญหาความรับผิดชอบจากเหตุการณ์ร้ายแรงหากเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคง หรือความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างรุนแรง แรงกดดันทางการเมืองและสังคม อาจทำให้เกิดการทบทวนตัวผู้รับผิดชอบแม้จะไม่ได้หมายความว่า ผบ.ตร.จะต้องถูกเปลี่ยนตัวโดยอัตโนมัติแต่ก็อาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการบริหารงาน

ดังนั้น 7 ปีของ พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา บนเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจึงเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” โอกาส…คือการมีเวลามากพอที่จะวางยุทธศาสตร์ระยะยาวปรับโครงสร้างองค์กรสร้างระบบงานตำรวจที่ต่อเนื่องและผลักดันการปฏิรูปที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตามรัฐบาลทุกชุด

แต่ในอีกด้านความท้าทาย…ยิ่งมีอายุราชการเหลือมาก ความคาดหวังต่อผลงานก็ยิ่งสูงและยิ่งอยู่ในตำแหน่งนาน.ก็ยิ่งต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้ง โจทย์ใหญ่ของ พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา จึงไม่ใช่เพียง…จะอยู่ครบ 7 ปีหรือไม่
แต่คือ…จะสามารถทำให้ทั้ง 7 ปี เป็นช่วงเวลาที่องค์กรตำรวจมีความเป็นเอกภาพ มีความเป็นมืออาชีพ และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

เพราะท้ายที่สุดแล้ว…เก้าอี้ ผบ.ตร. อาจมีวาระตามกฎหมายแต่การจะอยู่บนเก้าอี้ได้อย่างมั่นคง… ขึ้นอยู่กับทั้งผลงาน ความไว้วางใจ และการบริหารสมดุลของอำนาจ และนั่นคือบททดสอบสำคัญของ… พลตำรวจเอก สำราญ นวลมา ผบ.ตร. คนที่ 16

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่