สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ ยังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดหลังจะสามารถคลี่คลายความขุ่นเคืองของคนในพื้นที่ได้จริงหรือไม่ เนื่องจากคำพูดดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาศาสนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมาก
โดยแรงกดดันไม่ได้มาจากเพียงฝ่ายเดียว แต่ขยายวงกว้าง ทั้งผู้นำศาสนา นักวิชาการ ภาคประชาชน รวมถึงพรรคการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนปอเนาะในจังหวัดสงขลา ยื่นคำขาดให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่ ภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ มิฉะนั้นจะยุติความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงทั้งหมด พร้อมกันนี้ ยังได้ยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในขณะลงพื้นที่เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม
ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว ฝ่ายความมั่นคงได้ออกมาเคลื่อนไหว โดย พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำทีมแถลงข่าว ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรี มีความกังวลต่อกระแสสังคมที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่า แม่ทัพภาคที่ 4 มีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่
ส่วนประเด็น “ปิดไมค์” ที่หลุดคำพูดเกี่ยวกับคดีลอบยิง ส.ส.นราธิวาสนั้น เป็นเรื่องของบรรยากาศและแรงกดดันในขณะนั้น และขอให้สังคมมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถให้อภัยกันได้ เพราะได้มีการกล่าวขอโทษแล้ว
และในที่สุด พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ได้กล่าวขอโทษต่อสาธารณะ โดยยอมรับว่า การสื่อสารของตนอาจทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะต่อโรงเรียนปอเนาะ ซึ่งเป็นสถาบันทางศาสนาที่มีความสำคัญในพื้นที่ พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการทำงานเพื่อสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้
คำขอโทษดังกล่าว แม้จะช่วยลดอุณหภูมิความตึงเครียดลงได้บางส่วน แต่ปฏิกิริยาจากภาคประชาชนยังคง “หลากหลาย” แต่ส่วนใหญ่ในโซเซียล ต่างออกมาปกป้องแม่ทัพภาคที่ 4 #Saveแม่ทัพภาคที่4 แม่ทัพพูดความจริง ไม่จำเป็นต้องขอโทษใคร ขอโทษทั้งที่ทำถูก ถือว่าในเกียรติมากพอแล้ว ท่านคือทหารกล้า กล้าพูด กล้าทำ กล้าคิด
ด้านนายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ระบุว่า แม้จะยอมรับคำขอโทษในฐานะ “ลูกผู้ชาย” แต่สถานการณ์ยังต้องประเมินร่วมกันในเครือข่าย เนื่องจากปัญหาได้บานปลายไปมาก และยังมีความกังวลต่อปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO ที่อาจยิ่งซ้ำเติมความไม่เข้าใจ
เช่นเดียวกับ ดร.มังโสด หม๊ะเต๊ะ ที่มองว่า คำขอโทษเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้ระดับหนึ่ง แต่ยังต้องติดตามท่าทีของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีการย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน
ในอีกด้านหนึ่ง ตัวแทนสมาคมปอเนาะและตาดีกา ยังได้เข้าหารือกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อสะท้อนข้อกังวลและรับฟังแนวทางจากภาครัฐ โดยย้ำว่าหลักการทางศาสนายังคงเปิดทางให้ “การให้อภัย” แต่เงื่อนไขและท่าทีต่อจากนี้ จะต้องผ่านมติของที่ประชุมร่วมกัน
ขณะเดียวกัน มิติทางการเมืองก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้ว่า แม้คำขอโทษจะช่วยลดแรงกดดันได้บางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะประเด็นสำคัญอยู่ที่ความรู้สึกของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากคำพูดที่พาดพิงสถาบันศาสนา
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดกว่า 20 ปีของความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ คำขอโทษจากผู้นำเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการมากกว่านั้น คือ “ความจริง” และ “ความยุติธรรม” โดยเฉพาะในคดีสำคัญ อย่างการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ที่ยังคงมีคำถามถึงความโปร่งใสในการสืบสวน ขณะที่การย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 นายกรัฐมนตรี น่าจะตัดสินใจยังไม่ย้ายออกจากตำแหน่ง แต่ระบุว่า สามารถปรับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เหมือนที่เป็นมา ซึ่งได้ยกตัวอย่างสมัยรัฐบาล คสช. เพื่อลดความตึงเครียดและเผชิญหน้า…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews