แม้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีมติให้พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการปลดล็อกอุปสรรคสำคัญของรัฐบาล และเปิดทางให้เดินหน้าแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่ศึกการเมืองยังไม่จบ เมื่อฝ่ายค้าน ยังตั้งคำถามถึง “ความจำเป็น” และ “ความโปร่งใส” ของโครงการ ขณะที่รัฐบาลยืนยัน เงินกู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อใช้จ่าย แต่เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลจะใช้เงินกู้ทุกบาทอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และบริสุทธิ์ใจ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศ พร้อมระบุว่า เงินกู้ดังกล่าวมีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำเพียงประมาณร้อยละ 1.2 จึงเป็นจังหวะสำคัญในการลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย และก่อให้เกิดผลทวีคูณทางเศรษฐกิจในระยะยาว
รัฐบาลอธิบายว่า การกู้เงินครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวงเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า หากไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง ประเทศอาจเผชิญความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจซ้ำรอยวิกฤติในอดีต หลังช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 500,000 ล้านบาท จากราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูง
รัฐบาลจึงต้องการเร่งลงทุนในโครงการที่ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมรถพลังงานสะอาด การติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน การรับซื้อไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบ ตลอดจนการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศในอนาคต
นอกจากนี้ รัฐบาลยังประกาศให้ปีนี้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” โดยตั้งเป้าผลักดันให้การลงทุนกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ พร้อมเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อGDPให้เข้าใกล้ร้อยละ 30 เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะเปิดไฟเขียว แต่ข้อถกเถียงทางการเมืองยังคงดำเนินต่อ
โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ระบุว่า พรรคประชาชนเคารพคำวินิจฉัยของศาล ไม่ได้ผิดไปจากที่พรรคคาดการณ์ไว้ แต่ยังยืนยันจุดยืนเดิมว่า รัฐบาลไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเพียงพอที่จะใช้อำนาจออกพ.ร.ก.กู้เงิน เพราะหลายโครงการสามารถดำเนินการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้อยู่แล้ว
ผู้นำฝ่ายค้านยกตัวอย่างว่า ระหว่างการพิจารณางบประมาณปี 2570 หน่วยงานต่าง ๆ ได้เสนอขอใช้งบในโครงการอย่างลานกีฬาโซลาร์ รถขยะพลังงานไฟฟ้า และโครงการลักษณะเดียวกัน ซึ่งสะท้อนว่าเป็นโครงการปกติที่สามารถของบประมาณผ่านกระบวนการรัฐสภา ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการพิเศษ
ขณะที่นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า พรรคได้รับเอกสารที่มีลักษณะเป็น “แคตตาล็อกโครงการ” ส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีรายการสินค้าและโครงการที่สามารถขอใช้เงินกู้ได้ ซึ่งหลายรายการ เช่น รถขยะไฟฟ้า ลานกีฬาโซลาร์ หรือเครื่องผลิตออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ ยังไม่ชัดเจนว่าจะช่วยให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมตั้งข้อสงสัยว่ามีการเตรียมผู้รับจ้างหรือผู้จำหน่ายไว้ล่วงหน้าหรือไม่ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
ด้านพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่า เคารพคำวินิจฉัย แต่ยังต้องรอศึกษารายละเอียดฉบับเต็ม โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความกังวลว่า คำวินิจฉัยครั้งนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่เปิดช่องให้รัฐบาลในอนาคต ออก พ.ร.ก.กู้เงิน ได้ง่ายขึ้น แม้ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติ พร้อมเตือนว่าการกู้เงินครั้งนี้จะทำให้หนี้สาธารณะเข้าใกล้กรอบร้อยละ 70 ของ GDP จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยแผนบริหารการคลัง รวมถึงรายละเอียดโครงการทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
อย่างไรก็ตาม แม้ด่านกฎหมายจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ด่านสำคัญหลังจากนี้ คือ การพิสูจน์ว่าการใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาท จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้จริง คุ้มค่ากับภาระหนี้ของประเทศ และดำเนินการอย่างโปร่งใสตามที่รัฐบาลให้คำมั่น เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่จะตัดสินความสำเร็จของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงคำวินิจฉัยของศาล แต่คือผลลัพธ์ที่ประชาชนจะได้รับในอนาคต
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN