แม้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะพยายามเดินหน้าผลักดันนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน แต่ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลกลับต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้าหลายด้าน ทั้งคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น และปัญหายาเสพติดข้ามชาติ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
ประเด็นที่ถูกจับตาอย่างมาก คือ คดีแอร์โฮสเตสสายการบินไทย ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติ ถูกทางการออสเตรเลียจับกุม หลังพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระ ขณะเดียวกัน ยังมีกรณีชาวต่างชาติลักลอบขนยาเสียสาวจากประเทศไทยไปยังออสเตรเลีย รวมถึงสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติอินโดนีเซีย หรือ BNN แถลงผลจับกุมเครือข่ายลักลอบขนช่อดอกกัญชารายใหญ่ โดยระบุว่ามีต้นทางจากประเทศไทย และจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ถึง 12 คน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า ประเทศไทยกำลังถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายลักลอบขนยาเสพติดไปยังต่างประเทศ ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาชาติ แต่ยังสะเทือนภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานักลงทุนและภาคการท่องเที่ยวอีกด้วย
รัฐบาลจึงเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้วยการประกาศเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างเต็มรูปแบบ โดยในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดว่า การแก้ปัญหายาเสพติดจะต้องเป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมยืนยันว่าจะใช้บทบาทในฐานะนายกรัฐมนตรีบูรณาการทุกหน่วยงานให้ทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ในอดีตเมื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เคยต้องการผลักดันการแก้ปัญหานี้ แต่ไม่ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน กระทั่งวันนี้ เมื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงสามารถสั่งการและประสานทุกฝ่ายให้ร่วมดำเนินการในทิศทางเดียวกันได้
ก่อนหน้านี้ ยังได้ส่งคำเตือนไปถึงเยาวชนและผู้ที่คิดรับจ้างขนยาเสพติด ว่าเป็นความผิดร้ายแรง มีโทษสูงถึงขั้นประหารชีวิต และไม่คุ้มค่ากับการต้องสูญเสียอนาคต
และในวันต่อต้านยาเสพติดโลก เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ก็ได้ประกาศเจตนารมณ์ ภายใต้แนวคิด “รวมพลังไทย ต้านภัยยาเสพติด” โดยย้ำว่า ปัญหายาเสพติดไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นภารกิจร่วมกันของคนไทยทุกภาคส่วน
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะประกาศเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น แต่ผลสำรวจล่าสุดของสวนดุสิตโพล กลับสะท้อนว่า ประชาชนยังไม่เชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาในเรื่องนี้
ขณะที่ผลสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนมิถุนายน 2569” พบว่า ภาพรวมคะแนนการเมืองไทยขยับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จาก 3.66 เป็น 3.69 คะแนน โดยประชาชนชื่นชอบมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพได้ในระดับหนึ่ง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำที่สุดกลับเป็นการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้เพียง 3.03 คะแนน สะท้อนว่า ประชาชนยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศให้เป็นวาระสำคัญของประเทศก็ตาม
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า แม้คะแนนภาพรวมจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ผลงานรัฐบาลและคะแนนนายกรัฐมนตรีกลับลดลง สะท้อนว่า มาตรการด้านสวัสดิการยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศได้
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการเมืองจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต มองว่า รัฐบาลยังขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านความโปร่งใส การปราบปรามทุจริต และการจัดการปัญหายาเสพติด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และอาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่รัฐบาลต้องเผชิญในระยะต่อไป
สุดท้ายแล้ว แม้รัฐบาลจะเร่งเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดและออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง แต่โจทย์สำคัญที่ยังรอคำตอบ คือจะสามารถเปลี่ยนนโยบายให้กลายเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรม…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews