ฉากหน้าของพรรคร่วมรัฐบาลที่ดูเหมือนจะชื่นมื่นในการจับมือดันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องเผชิญกับคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่ซัดเข้าใส่เสถียรภาพอย่างจัง
เมื่อพรรคแกนนำหลักอย่าง “ค่ายสีน้ำเงิน” ภูมิใจไทย ออกมติพรรคสั่งหักดิบ แผลงฤทธิ์ให้ สส. ถอนรายชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยหน้าตาเฉย ทั้งที่เพิ่งลงชื่อร่วมกันไปแท้ๆ อ้างเหตุผลเรื่องความสุ่มเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัตินี่คือ “เกมฉีกหน้าและลองกำลัง” ครั้งสำคัญที่สั่นคลอนหัวใจพรรคร่วมรัฐบาล และกลายเป็นคำถามตัวโตๆ ว่า สมการอำนาจในเวลานี้ ใครคือเจ้าของกระดานที่แท้จริง?
ชนวนเหตุเกิดจากการแถลงข่าวของ นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาระบุว่า พรรคมีความจำเป็นต้องให้สมาชิกถอนชื่อออก เพราะเกรงว่าเนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
สอดรับกับ “นิกร จำนง” คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรค ที่รีบออกมากางตำราชี้แจงว่า เดิมทีภูมิใจไทยลงชื่อเพื่อช่วยให้เพื่อไทยมีรายชื่อครบเกณฑ์ยื่นตามกติกา แต่เมื่อพรรคเพื่อไทยรวบรวมรายชื่อสมาชิกรวมได้ถึง 189 คนแล้ว พรรคจึงขอกลับมาทบทวนเนื้อหา และพบจุดอันตรายในเรื่อง “ที่มาของ สสร. 300 คน” ที่เพื่อไทยเสนอให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งภูมิใจไทยมองว่า อาจไปชนเข้ากับกำแพงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่า รัฐสภาไม่สามารถโอนอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงได้นั่นเอง
“นิกร” ระบุอีกว่า เราเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้ารื้อแล้วสุ่มเสี่ยงจนเกิดปัญหาทางกฎหมาย จะกระทบเสถียรภาพรัฐบาลทั้งหมด ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการคว่ำร่าง และการเสนอแบบกึ่งยิงกึ่งผ่านหรือเล่นเกมศรีธนญชัยมันไม่เหมาะสม ควรเสนอแนวทางที่มั่นใจเพียงแนวทางเดียว
ถือว่ากรณีนี้ โดนฉีกหน้ากลางแดดแบบไม่รักษามารยาททางการเมืองเช่นนี้ ฟากฝั่งพรรคเพื่อไทย นำโดย “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรค ยอมรับตรงๆ ว่า สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว และเมื่อพรรคภูมิใจไทยถอนชื่อออก ก็ทำให้อำนาจและสมการทางการเมืองเปลี่ยนตามทันที เพราะนาทีนี้พรรคเพื่อไทยมีเพียง 74 เสียง ไม่สามารถผลักดันร่างฉบับนี้เพียงลำพังได้ จึงต้องยอมถอยออกมาก่อนเพื่อทบทวนในสัปดาห์หน้า และยอมรับในทางอ้อมว่า สุดท้ายร่างของภูมิใจไทยที่มีเสียงสนับสนุนมากกว่า 190 เสียง คงต้องกลายมาเป็น “ร่างหลัก” ในการพิจารณาแทน
“จุลพันธ์” ยืนยันว่า ไม่มีความขัดแย้งเพราะทางนายกฯ และ “ภราดร” ได้แจ้งล่วงหน้าแล้ว จึงไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไร
ขณะที่ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรี ค่ายเพื่อไทย พยายามเดินเกมดับไฟ ปัดตอบเรื่องความบาดหมาง โดยขอให้แยกส่วนระหว่างกลไกนิติบัญญัติในสภากับเสถียรภาพของ ครม. ออกจากกัน
หากวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา ปรากฏการณ์ “ถอนชื่อ” ในครั้งนี้ มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากการส่งสัญญาณเตือนอย่างทรงพลังจากค่ายสีน้ำเงิน ว่าใครคือผู้กุมเสียงข้างมากในสภาล่างและสภาบนอย่างแท้จริง การอ้างเหตุผลทางเทคนิคกฎหมายและคำวินิจฉัยศาล อาจเป็นเพียงหน้ากากที่ใช้พรางเกมการเมืองเพื่อควบคุมทิศทางการร่างกติกาประเทศให้เป็นไปตามแนวทางของตนเอง
บาดแผลทางการเมืองครั้งนี้ แม้แกนนำเพื่อไทยจะออกมายืนยันว่า ไม่กระทบต่อเก้าอี้พรรคร่วมรัฐบาล แต่ในสายตาประชาชน ย่อมเกิดคำถามถึงศักดิ์ศรีและความเป็นผู้นำของพรรคเพื่อไทยว่า กำลังยอมจำนนและปล่อยให้ระบอบสีน้ำเงินครอบงำและขับเคลื่อนประเทศไปตามใจชอบหรือไม่
สมการการเมืองรอบนี้ปูทางชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หลังจากนี้ จะถูกเขียนขึ้นภายใต้เงื่อนไขและลายเซ็นของพรรคภูมิใจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนเสถียรภาพรัฐบาลจะยังเหนียวแน่นจริงตามที่พูด หรือเป็นเพียงการออมชอมเพื่อรักษาอำนาจบริหารไว้ชั่วคราว เวลาหลังจากนี้จะเป็นข้อพิสูจน์
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews