เปรียบเทียบ ที่มา สสร. ร่างแก้ไข รธน.”น้ำเงิน-ส้ม-แดง-ฟ้า”

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

ถึงเวลานี้ มีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นไปตามผลการออกเสียงประชามติ ที่ประชาชนเห็นชอบ กว่า 21 ล้านคน ต้องการให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำนวน 3 ร่าง คือ พรรคภูมิใจไทย 1 ร่าง และ พรรคประชาชน 2 ร่าง ส่วนพรรคเพื่อไทย มีการเปิดเผยรายละเอียดมาแล้ว และกำลังรวบรวมรายชื่อ สส.ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ก่อนยื่นต่อประธานสภา เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เบื้องต้น มีแล้ว จำนวน 5 ร่าง

 

 

โดยเนื้อหาของร่างแก้ไข ทั้ง 4 ฉบับ เสนอเข้ามาเพื่อที่จะแก้ไข มาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.มาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งมีความเหมือน และแตกต่างกัน ในเรื่องของ โครงสร้าง องค์ประกอบ และที่มา สสร.ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถกเถียงกันถึงความเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม รวมถึงว่าจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเดิม ที่เคยให้แนวทางไว้หรือไม่

ร่างแรกของพรรคภูมิใจไทย กำหนดให้ สสร. มีจำนวน 100 คน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สสร.ที่มาจากจังหวัดต่างๆ จังหวัดละ 1 คน
และ ประเภทที่ 2 มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีประสบการณ์ต่างๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน 7 คน,ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด จำนวน 8 คน โดยให้รัฐสภาคัดเลือก สสร.ทั้งสองประเภท จากการสมัครโดยตรงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ฉบับที่ 2 ของพรรคประชาชน ร่าง ที่ 1 กำหนดให้ มี สสร. 150 คน โดยให้ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นเสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่ และอีก 50 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นเสมือนตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มอาชีพ

ฉบับที่ 3 ของประชาชน ร่างที่ 2 กำหนดให้มี สสร. 150 คน เช่นกัน แต่วิธีการแตกต่างออกไป คือมให้ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง และเลือกจนได้แคนดิเดต สสร.ทั้งหมด 300 คน แบ่งเป็นแคนดิเดต สสร.200 คน จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นเสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่ และแคนดิเดต สสร. 100 คน ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นเสมือนตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มอาชีพ และเมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต สสร. 300 คนแล้ว จะส่งรายชื่อให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกเหลือ 150 คน

ร่างที่ 4 ของพรรคเพื่อไทย มีการเปิดเผยเนื้อหาก่อนยื่นประธานสภาว่า จะกำหนดให้มี สสร. 152 คน มาจากการคัดเลือกเบื้องต้นของประชาชนในแต่ละจังหวัด จำนวน 300 คน ก่อนให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 100 คน พร้อมเปิดให้ภาคส่วนต่าง ๆ เสนอชื่อบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็น สสร.เพิ่มอีก 52 คน เพื่อสะท้อนความหลากหลายทางความคิดของสังคม

ฉบับสุดท้าย ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรค เสนอให้มี สสร.100 คน และไม่เห็นด้วยกับการตัดประชาชน ออกจากกระบวนการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการหยั่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเลือก สสร.จากจังหวัดของตนเอง จังหวัดละ 3 คน ก่อนให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 80 คน ในการเลือกของรัฐสภา จะต้องป้องกันการผูกขาดไม่เป็นเสียงข้างมาก โดยให้สมาชิกรัฐสภาออกเสียงเลือกได้เพียง 1 เสียง และเลือกผู้มีลำดับสูงสุด 80 ลำดับแรก ส่วนอีก 20 คน จะมาจากที่ประชุมศาลฎีกา 5 คน ศาลปกครอง 5 คน และอีก 5 คนจะมาจากผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์กฎหมายมหาชน และอีก 5 คน มาจากนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ โดยให้ที่ประชุมอธิการบดีเป็นผู้ออกแบบวิธีการคัดเลือก

ทั้งนี้ในอดีตที่ผ่านมา มีการยื่นตีความเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้ ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยชี้ขาด เกี่ยวกับเรื่องของการทำประชามติ และเรื่องของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยกำหนดว่า รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และมีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้และยังระบุด้วยว่า รัฐสภา “ไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ดังนั้นข้อจำกัดดังกล่าว จึงทำให้ผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำเสนอรูปแบบ และวิธีการได้มาของ สสร. ที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงมีจุดเด่น และจุดด้อยที่แตกต่างกันไปด้วย…

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่