รัฐบาลลดค่าไฟ ช่วยปชช.ทำได้จริงหรือแค่สร้างความหวัง?

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

 

ปัญหาค่าไฟฟ้าแพง โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนเดือนเมษายนที่ผ่านมา…เดือนที่อุณหภูมิพุ่งสูงสุดของปี ที่ “บิลค่าไฟ” ของประชาชน ก็พุ่งสูงไม่แพ้อากาศ แม้รัฐบาลจะประกาศชัดยกระดับด้าน “พลังงาน” เป็นวาระแห่งชาติ เร่งออกมาตรการลดภาระค่าไฟ แต่คำถามสำคัญคือ มาตรการเหล่านี้ จะช่วยให้ค่าไฟ “ถูกลงจริง” หรือเป็นเพียงแนวทางระยะยาว ที่ยังไม่ทันแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

 

 

รัฐบาลให้เหตุผลว่า ราคาพลังงานโลกยังผันผวน จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความต้องการใช้พลังงานที่ยังสูง ส่งผลให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าไฟในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตาม และเพื่อลดแรงกระแทก รัฐบาลจึงออกมาตรการสำคัญ ทั้งการปรับโครงสร้างค่าไฟแบบ “อัตราก้าวหน้า” โดยตั้งเป้าให้การใช้ไฟ 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ภายในเดือนมิถุนายนนี้ รวมถึงการส่งเสริม “โซลาร์รูฟท็อป” เปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟส่วนเกินคืนรัฐได้ ในอัตรา 2 บาท 20 สตางค์ต่อหน่วย พร้อมลดขั้นตอนการอนุญาตให้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าลดการใช้พลังงานในหน่วยงานรัฐลง 20% และผลักดันเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น ไฟถนน LED และพลังงานแสงอาทิตย์

รัฐบาลยืนยันว่า หากมาตรการเดินหน้าเต็มรูปแบบ จะทำให้กว่า 90% ของครัวเรือนได้ประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน ค่าไฟจะลดลงอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง มาตรการเหล่านี้ “ไม่ทันรอบบิลเดือนเมษายน” โดยนายกรัฐมนตรี ยอมรับเองว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟต้องใช้เวลา และขึ้นอยู่กับกระบวนการของหน่วยงานกำกับอย่าง กกพ. ทำให้ประชาชนจำนวนมาก ยังต้องแบกรับค่าไฟแพงในช่วงหน้าร้อน ที่บิลค่าไฟพุ่งสูงสุดแบบปรอทแตกนี้ไปก่อน

เสียงสะท้อนจากประชาชน จึงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ หลายครัวเรือนระบุว่า ค่าไฟเดือนเมษายน “พุ่งเกินคาด” บางบ้านเพิ่มขึ้นหลายร้อยถึงหลักพันบาท ทั้งที่พฤติกรรมการใช้ไฟแทบไม่ต่างจากเดิม

บางส่วนตั้งคำถามว่า นโยบายลดค่าไฟที่ใช้หาเสียงนั้น “จับต้องได้จริงเมื่อไหร่” และจะช่วยได้ทันกับวิกฤตค่าครองชีพหรือไม่

ขณะที่อีกมุมหนึ่ง นักวิชาการด้านพลังงาน มองว่า แนวทางของรัฐบาล เช่น โซลาร์รูฟท็อป และการปรับโครงสร้างค่าไฟ ถือเป็น “การแก้ปัญหาระยะยาว” ที่มาถูกทิศทาง แต่ปัญหาคือ การลงทุนติดตั้งโซลาร์ ยังมีต้นทุนสูงสำหรับประชาชนทั่วไป ทำให้การเข้าถึงยังจำกัด และไม่ใช่ทางออกทันทีสำหรับทุกครัวเรือน

คำถามจึงกลับมาอยู่ที่ “ช่องว่างของเวลา” ระหว่างนโยบายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับภาระค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายในวันนี้

รัฐบาลยืนยันว่า ได้เริ่มต้นแล้ว และจะเร่งให้เร็วที่สุด แต่สำหรับประชาชนที่ต้องเปิดแอร์คลายร้อนทุกวัน ซึ่งคำว่า “เร็วที่สุดอาจยังไม่เร็วพอ เท่าค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และหนักเกินจะรับไหว…

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่