“เอกนัฏ”เผย มติ กบง.ลดค่ากลั่นเป็น5บาท/ลิตร จ่อตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บ.

การเมือง ข่าว
“เอกนัฏ” มติ กบง. ลดค่าการกลั่นเป็น 5 บาทต่อลิตร ถึง 9 พ.ค. มีผลพรุ่งนี้ ชี้ดึงเงินส่วนต่างค่ากลั่นร่วมหมื่นล้านบาท ลดภาระกองทุน  ลุ้น กบน.เคาะราคาหน้าปั๊มลดลงหรือไม่เย็นนี้  ขณะ แจงกระทู้สภา จ่อชง ครม.ตรึงค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท  ลุยเชือดขบวนการกักตุนน้ำมัน พบผิดไม่มีละเว้นทั้งในพรรคหรือ “พิพัฒน์”

 

ที่กระทรวงพลังงาน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)ว่า ที่ประชุมได้มีมติให้ลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นจากเดิมลบ 2 บาทมาอยู่ที่ ลบ 5 บาท ไปจนถึงวันที่ 9 พ.ค.นี้ นอกจากนี้ หลังวันที่ 9 พ.ค ก็จะมีส่วนลดเพิ่มเติมอีก -3 บาท ซึ่งก่อนวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ ก็จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบน.)อีกรอบ ซึ่งจะลงในราชกิจจานุเบกษาภายในวันนี้ โดยจะส่งผลทันทีในวันพรุ่งนี้

 

ทั้งนี้ เหตุผลที่มีการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลง เนื่องจากคำนวนตัวเลขเมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย ซึ่งตัวค่าการกลั่น สูงขึ้นไปแตะเฉลี่ยอยู่ที่ 14 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทรวงได้อนุญาตให้นำต้นทุนที่สูงกว่าปกติ ทุกด้าน อาทิ ค่าประกันและค่าขนส่ง ซึ่งทั้ง 6 โรงกลั่นจะต้องส่งตัวเลขจริงเข้ามาที่กระทรวงฯ และเมื่อพิจารณาแล้วจะดูค่าการกลั่นที่เหมาะสมจะอยู่ที่เท่าใด ซึ่งส่วนต่างที่เป็นผลประโยชน์ส่วนเกินก็จะนำมาลบออก

เอกนัฏ กล่าวว่า อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าเวลาการคำนวณค่าการกลั่นกระทรวงได้ดูในทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นเบนซิน หรือ ดีเซล เมื่อนำมาทอยออกหรือดูว่ามีผลประโยชน์ส่วนเกิน โดย 2 สัปดาห์แรก ของต้นเดือนเม.ย. เกิน 5 พันล้านบาท ก็นำส่วนเดินมาลดราคาให้กับน้ำมันดีเซลออก เนื่องจากราคาส่วนต่างที่สูงในขณะนี้คือน้ำมันดีเซล จึงนำมาลบดีเซลออกอยู่ที่ – 5 บาทต่อลิตร และไม่นับของเดิมที่เคยลบ 2 บาท ซึ่งขณะนี้ก็คำนวณได้ว่าผลประโยชน์ส่วนเกินอยู่ที่ประมาณ 4000 ล้านบาท ในขณะที่ครั้งรนี้อยู่ที่ประมาณ 5 พันล้าน รวมๆ เงินที่นำมาจากโรงกลั่น ร่วม 1หมื่นล้านบาท ซึ่งนำมาเป็นส่วนลดราคาที่หน้าโรงกลั่น

 

ผู้สื่อข่าวถามถึงการลดราคาหน้าโรงกลั่นจะส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นตัวเลขตั้งต้นราคาที่โรงกลั่น ซึ่งหมายความว่า จะเป็นไปได้ 2 ทาง 1 คือนำเงินส่วนหนึ่งไปลดราคาที่หน้าปั๊ม

 

หรือราคาขายปลีก/ 2 นำไปลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ เพราะตอนนี้กองทุนเป็นหนี้ติดลบกว่า 6 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากไม่รีบใช้หนี้ ผู้ใช้น้ำมันอาจจะต้องใช้นำมันพงขึ้นในอนาคตเพื่อจะทำเงินส่วนต่างมาคืนหนี้ที่ก่อไว้ ดังนั้นจะมีการบริหาร2 อย่างควบคู่กันไป

 

สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันในขณะนี้ ราคาที่สิงคโปร์ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 3 บาทต่อลิตร ซึ่งจะเห็นว่าไทยยังไม่มีการปรับราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊ม ดังนั้นกระทรวงจะนำเงินดังกล่าวมาบริหารจัดการร่วมกัน เพื่อให้ราคาหน้าปั๊มอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยในเย็นวันนี้จะการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกบน. เพื่อกำหนดราคาน้ำมันขายปลีกอีกครั้งแต่ทั้งนี้ จะต้องรอดูสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดสิงคโปร์อ้างอิงด้วย

นายเอกนัฏ ย้ำว่าการลดราคาหน้าโรงกลั่นที่ -5 ในขณะนี้ไม่ได้แปลว่าจะมีการลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มเลยทีเดียว ซึ่งหลังจากนี้ไปการพิจารณาปรับขึ้นหรือปรับลง จะไม่เป็นไปแบบกระชาก5 ถึง 6 บาทต่อลิตรเหมือนที่ผ่านมา หรือปรับตัวลดลง3 ถึง 4 บาทต่อลิตร ที่ถือเป็นการปรับขึ้นลงมากเกินไป โดยหลังจากนี้จะเป็นการทยอยปรับขึ้นลง และมีความคาดหวังว่าจะไม่ให้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันอีก แต่ทั้งนี้ก็จะต้องดูราคาน้ำมันที่ตลาดสิงคโปร์เพื่อนำมาอ้างอิงด้วย

 

นายเอกนัฏ ยังเปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอรัฐบาลเพื่อขอกู้เงิน วงเงิน 2 หมื่นล้าน เพื่อ มาพยุงกองทุนน้ำมัน แต่จะไม่ขอกู้เกินกรอบเพดานจนทำให้กระทรวงการคลังจะต้องมาค้ำประกันเงินกู้ให้ ซึ่งจะทำตามกรอบของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมัน คือ กู้เงินไม่เกินกรอบที่กำหนดไว้ 2 หมื่นล้านบาท

 

นายเอกนัฏ ยืนยันว่า จะพยายามที่จะ รักษาสถานะกองทุนให้อยู่ภาวะที่เหมาะสมไม่เช่นนั้นจะรับมือไม่ไหว เพื่อเตรียมความพร้อมในการสู้รบแต่หากไม่มีและสถานการณ์ในตะวันออกกลางดีขึ้นก็จะยินดีทยอยลดลงโดยเฉพาะราคาขายปลีกน้ำมันที่หน้าปั๊ม

 

นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังพยายามที่จะดูแลในเรื่องของการอุดหนุนราคาน้ำมันให้แก่เกษตรกร รถบรรทุก ไรเดอร์ ที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพน้ำมันบี 20 บีเจ็ด ซึ่งรัฐบาลก็อุดหนุนเป็นจำนวนมากกว่าน้ำมันประเภทปกติ

 

นอกจากนี้ นายเอกนัฏ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตอบกระทู้ถามสดต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ของนางสาวพิมพ์พฤดา ตันจรารักษ์ สส.อยุธยา พรรคภูมิใจไทย ถึงมาตรการเร่งด่วนในการรองรับค่าไฟ ที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบที่ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น จากเหตุการณ์สู้รบตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาพลังงานโลกเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยต้องนำเข้าในสัดส่วน 30-40% เพื่อผลิตไฟฟ้า ว่า

ค่าไฟฟ้าในเดือนพฤษภาคมมีแนวโน้มปรับเพิ่มจาก 3.88 บาท เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย ตามค่า Ft ที่สูงขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ในการออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งมีมากกว่า 14 ล้านครัวเรือน ให้สามารถตรึงค่าไฟใน 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย

 

สำหรับผู้ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย จะใช้ระบบอัตราก้าวหน้า โดยยิ่งใช้มาก อัตราค่าไฟจะสูงขึ้น พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ โดยรัฐจะมีมาตรการสนับสนุน ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดหย่อนภาษี และรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน รวมถึงเร่งลดขั้นตอนการขออนุญาตให้สะดวกขึ้นในรูปแบบ One Stop Service

 

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น จากเดิมลด 2 บาท เป็น 5 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะสั้น

 

นายเอกนัฏ ยังกล่าวถึงการปฏิรูปพลังงานในระยะยาวว่า รัฐบาลจะใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ มุ่งสู่ความยั่งยืน และเป้าหมาย Net Zero โดยส่งเสริมพลังงานสะอาดและการพึ่งพาตนเองมากขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังตอบกระทู้สดของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เกี่ยวกับความคืบหน้าการปราบปรามขบวนการกักตุนน้ำมันและลักลอบส่งออกไปต่างประเทศ โดยยืนยันว่า กระทรวงพลังงานจะเดินหน้าจัดการอย่างเด็ดขาด โดยได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ที่มีนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ อดีต สส.กรุงเทพฯ หรือ “โอ๋ สุดซอย” เป็นหัวหน้าทีมแล้ว เพื่อขยายผลตรวจสอบเครือข่ายดังกล่าวพร้อมประสานงานกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่รับคดีนี้เป็นคดีพิเศษแล้ว

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบการกระทำผิดของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ไม่ต่ำกว่า 100 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ครอบคลุมหลายพื้นที่ เช่น ชลบุรี ระยอง สุราษฎร์ธานี และสงขลา และยังพบความเชื่อมโยงไปยังคลังน้ำมันหลายแห่ง

 

นายเอกนัฏ ย้ำว่า จะดำเนินคดีกับทุกผู้ที่เกี่ยวข้องโดยไม่ละเว้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุน ผู้มีอิทธิพล หรือบุคคลทางการเมือง ไม่เว้นแต่กรณีที่สังคมสงสัยไอ้โม่งอยู่ในรัฐบาลอย่าง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพร้อมระบุว่า “จะเรียกคืนทุกหยด ทุกบาท” และหากพบการกระทำผิดเกี่ยวกับการลักลอบนำน้ำมันที่ได้รับการอุดหนุนไปขายต่างประเทศ จะดำเนินคดีทุกข้อหา พร้อมกันนี้ ยืนยันว่า การทำงานยึดหลักความโปร่งใส และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใด ๆ ทั้งสิ้น

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่