เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าเสียดายที่เราทำไม่ทัน!

ทั่วไป

ดร.ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานอนุกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ เปิดเผยผ่านเฟสบุ๊ค ธิติวัฐ อดิศรพันธ์กุล – Thitiwat Adisornphankul โดยระบุว่า นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าเสียดายที่ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ทันในช่วงที่ผ่านมา

โดยเมื่อปีที่ผ่านมาตน ได้มีโอกาสไปเยือน ประเทศมาเลเซีย ในฐานะรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและประธานอนุกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้ และได้พบปะหารือกับผู้บริหารระดับสูงของมาเลเซียหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นนาย เฉา กวนโหย่ว (Chow Kon Yeow) มุขมนตรีของรัฐปีนัง คณะผู้บริหาร Penang Port รวมไปถึง Dato’ Mohamad haris kader sultan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคเหนือ (NCER) ของมาเลเซีย โดยได้หารือถึงแนวทางการยกระดับความร่วมมือในด้านการเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนระหว่างสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวข้ามแดน การผ่อนปรนและขยายเวลาเปิด ปิด ด่านชายแดนเพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียสามารถเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทยได้นานขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ของไทย

แต่ประเด็นสำคัญคือการหารือในการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซียเพื่อให้อุตสาหกรรมที่เป็นห่วงโช่การผลิตทางตอนใต้ของไทยสามารถขนส่งและส่งออกได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยโมเดลที่ได้มีการหารือไว้คือการเชื่อมการขนส่งทางรางระหว่างท่าเรือน้ำลึกสงขลา (Songkhla Deep Sea Port) ของไทยกับท่าเรือปีนังของมาเลเซีย โดยใช้ท่าเรือน้ำลึกสงขลาเพื่อเป็นจุดกระจายสินค้าส่งออกไปทางอ่าวไทยขึ้นสู่ประเทศจีนและใช้ท่าเรือปีนังเพื่อเป็นจุดส่งสินค้าออกทางฝั่งทะเลอันดามัน เพื่อส่งออกไปยังยุโรปและตะวันออกกลาง โดยการลงทุนในการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางรางในครั้งนี้จะสามารถกระตุ้นการส่งออกได้หลายหมื่นล้านบาทและที่สำคัญคือ การส่งเสริม ease of doing business และลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการได้อย่างมาก  โดยปี 68 มูลค่าการส่งออกสินค้าผ่านด่านสะเดาจังหวัดสงขลามีปริมาณสูงถึง 130,385 ล้านบาท

โดยสรุปแล้วหากเราสามารถผลักดันความร่วมมือดังกล่าวได้ทันจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมากและยังเป็นแนวทางหรือรูปแบบการลงทุนเพื่อทดแทนการลงทุนใน โครงการแลนด์บริดจ์ ที่คาดการณ์ว่าจะใช้เม็ดเงินการลงทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาทได้ โดยรูปแบบการลงทุนทดแทนนี้คาดว่าจะใช้เม็ดเงินการลงทุนเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าโครงการแลนด์บริดจ์เท่านั้น