รถยนต์ไฟฟ้า หรือ ที่เรียกว่า EV เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่แทนน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันกลายมาเป็นทางเลือกที่สำคัญของการดูแลสภาพแวดล้อม เป็นมิตรกับธรรมชาติ และประหยัดค่าบำรุงรักษา

แต่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องวางแผนการเดินทางอย่างรัดกุม เพราะเมื่อต้องขับออกต่างจังหวัด สถานีชาร์จแบตเตอรี่ก็น้อยลง อีกทั้งบางครั้งยังต้องรอคิวเป็นเวลานานด้วย ดังนั้นจึงมีการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับผู้ใช้งานรถยนต์ EV โดยเฉพาะ inn จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ 6 แอปพลิเคชันสำหรับเช็กพิกัดและจองคิวจุดชาร์จแบตเตอรี่ล่วงหน้า

6 แอปพลิเคชันปั๊มน้ำมันชาร์จ EV ปี 2026
- PEA VOLTA
พัฒนาโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ข้อดี คือ ครอบคลุมหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย เหมาะสำหรับสายเดินทางไกล รองรับหัวชาร์จทั้งแบบ AC และ DC

ค่าบริการ
Off-peak 5.90 บาทต่อหน่วย
Peak 6.90 บาทต่อหน่วย
- MEA EV
พัฒนาโดยการไฟฟ้านครหลวง ข้อดี คือ สามารถเช็กสถานีและจองคิวล่วงหน้าก่อนใช้บริการได้ เหมาะกับผู้ใช้งานรถยนต์ EV ในกรุงเทพและปริมณฑล

ค่าบริการ
7.50 บาทต่อหน่วย
- SPARK EV
สามารถใช้ค้นหาสถานี และสถานะหัวชาร์จได้แบบ real-time ข้อดี คือ เหมาะกับสายเดินทางไกลออกต่างจังหวัด เพราะมีจุดชาร์จกระจายอยู่ตามปั๊มบางจาก

ค่าบริการ
6.50 ถึง 7.90 บาทต่อหน่วย (ขึ้นอยู่กับจุดที่ใช้บริการ)
- ELEX BY EGAT
พัฒนาโดยการไฟฟ้าฝ่ายการผลิต ใช้งานสะดวก รองรับหัวชาร์จกำลังสูง ข้อดี คือ มีจุดให้บริการกระจายอยู่ในปั๊ม PT ทั่วประเทศ

ค่าบริการ
ภายในปั๊ม PT 7.50 บาทต่อหน่วย (ทั้งแบบ AC และ DC)
ในพื้นที่กฟผ. 5.50 บาทต่อหน่วย (AC) 7.50 บาทต่อหน่วย (DC)
- EV STATION PLUZ (PTTOR)
นับว่าเป็นแอปพลิเคชันที่สะดวก และมีจุดให้บริการทั่วประเทศมากกว่าแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ เพราะจุดชาร์จกระจายตัวอยู่ในปั๊มปตท. สามารถใช้บัตร Blue Card แลกส่วนลดได้อีกด้วย

ค่าบริการ
7.90 บาทต่อหน่วย (เฉพาะวันจันทร์ถึงศุกร์ 9.00 ถึง 22.00)
6.60 บาทต่อหน่วย (วันจันทร์ถึงศุกร์ 22.00 ถึง 9.00 / เสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ทั้งวัน)
- EA ANYWHERE
เป็นแอปพลิเคชันที่ให้บริการด้านพลังงานบริสุทธิ์ ข้อดี คือ สามารถจองคิวล่วงหน้า หรือ walk-in ได้ อีกทั้งยังชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันได้เลย รองรับทั้งรถยนต์ PHEV และ BEV

ค่าบริการ
7.08 บาทต่อหน่วย
ทำความรู้จักประเภทของรถยนต์ไฟฟ้า และประโยชน์

รู้ไหมว่า รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานทางเลือกนี้ ไม่ได้มีแค่ประเภทเดียว ใครที่วางแผนจะซื้อรถยนต์สักคัน และเล็งรถ EV ไว้ ควรทำความรู้จักกับชนิดของรถยนต์ไฟฟ้าเอาไว้ด้วย
- รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ประเภทนี้ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ทำให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่จำเป็นต้องชาร์จไฟจากภายนอกเท่านั้น
- รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถยนต์ประเภทนี้ สามารถใช้ได้ทั้งพลังงานไฟฟ้า และสลับโหมดเป็นการใช้เชื้อเพลิงสันดาปธรรมดา เสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าเพื่อขับขี่ในระยะสั้นได้
- รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) EV ประเภทนี้ ใช้ระบบสลับการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ประหยัดน้ำมัน
ชาร์จไฟแบบ AC และ DC คืออะไร ต่างกันอย่างไร
AC คือ ไฟฟ้ากระแสสลับ ใช้เวลาชาร์จนาน
DC คือ ไฟฟ้ากระแสตรง เป็นตู้ชาร์จแบบเร็ว ที่จ่ายกระแสไฟเข้าแบตเตอรี่โดยตรง

AC (Alternating Current) หรือ การชาร์จไฟแบบปกติ ใช้กำลังไฟในการชาร์จแบตเตอรี่ต่ำ ทำให้เวลาในการชาร์จนานประมาณ 4-8 ชั่วโมง แต่ข้อดี คือ ช่วยถนอมแบตเตอรี่ไม่ให้ความร้อนสูงเกินไป และค่าไฟถูกกว่า (ชาร์จเองที่บ้านได้)
DC (Direct Current) หรือ การชาร์จไฟแบบรวดเร็ว จ่ายไฟฟ้าพลังงานสูง ใช้เวลาชาร์จแบตเตอรี่สั้นเพียง 30-60 นาที ข้อดี คือ สะดวก เหมาะกับการเดินทางไกล แต่การจ่ายไฟสูงอาจทำให้อุณหภูมิของแบตเตอรี่สูงและเสื่อมไว ค่าบริการและค่าไฟก็จะสูงตาม
ดังนั้นใครที่กำลังสนใจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อยู่ ก็สามารถศึกษารายละเอียดเฉพาะรุ่นเพิ่มเติมอย่างถี่ถ้วนบนเว็บไซต์โชว์รูมนั้น ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อได้ อีกทั้งยังควรเรียนรู้การวางแผนการเดินทางระยะไกลด้วย เพราะการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มหนึ่งครั้ง มีระยะการเดินทางที่จำกัด ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่เหมาะกับการใช้งานของตัวเองติดเครื่องไว้เลย
ข้อมูลจาก
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews