ปี 69 ทองยังขาขึ้น อาจแตะ 70,000-76,200 บาท
ราคา 70,000-76,200 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาทที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ)นี่คือราคทองในประเทศ ปีนี้ ปี 2569 ตามการวิเคราะห์ของ ฮั่วเซ่งเฮง ทองคำกำลังเปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์ปลอดภัย สู่สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของนักลงทุนทั่วโลก หลังสร้าง All-Time High อย่างต่อเนื่องตลอดปี 68 และทำสถิติให้ผลตอบแทนสูงสุดในรอบกว่า 4 ทศวรรษท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของตลาดการเงิน
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง นายธนรัชต์ พสวงศ์ เปิดเผยว่า ทองคำในปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มสูงที่ราคาจะปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แต่อาจไม่ได้ปรับตัวขึ้นร้อนแรงมากเหมือนปี 2568ซึ่งเป็นปีที่ราคาทองคำโลกให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในรอบ 46 ปี
ที่ต้องยอมรับว่า “ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาทองคำในปี 2568 พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงมาจากความไม่แน่นอนของนโยบาย ‘ทรัมป์ 2.0’ โดยเฉพาะแนวคิด มาตราการภาษีตอบโต้ทางการค้าต่อประเทศคู่ค้าหลัก ซึ่งสร้างความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก นักลงทุนจึงหันมาถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
มาถึงปีนี้ 2569 ปัจจัยใดบ้างคือแรงขับเคลื่อนราคา “ทองคำ”
1. ประธานเฟดคนใหม่ หนุนดอกเบี้ยขาลง
ทรัมป์มีแผนจะประกาศชื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ในช่วงต้นปี 2569
โดยตัวเต็ง 3 คน ซึ่งอยู่ในรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้าย ได้แก่
– เควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ
– เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟดสายเหยี่ยว
– คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟดปัจจุบัน
ทั้งนี้ ทุกคนล้วนแล้วแต่สนับสนุนนโยบายการลดดอกเบี้ยในเชิงรุก ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯมีแนวโน้มอยู่ในทิศทางขาลงต่อเนื่องอย่างน้อยในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ขณะที่ธนาคารกลางของประเทศชั้นนำอื่น ๆส่วนใหญ่เริ่มยุติวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงแล้ว ยกเว้นธนาคารกลางอังกฤษ ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยมีแนวโน้มแคบลง และเพิ่มแรงกดดันให้เงินดอลลาร์ฯ อ่อนค่า ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ
2. เงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำ
ปี 2568 ถือเป็นปีที่กองทุน ETF ทองคำ กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของทองคำอีกครั้ง หลังจากที่เม็ดเงินไหลออกต่อเนื่องถึง 4 ปี ในช่วง 11 เดือนแรกของปี มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิสูงถึง 712.6 ตัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์หลักของนักลงทุนสถาบัน และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุน
ให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
สำหรับปี 2569 คาดว่า กองทุน ETF ทองคำจะยังคงเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดเนื่องจากผู้จัดการกองทุนระดับโลกหลายราย
3.แนะนำให้มีทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน
กระแสลดการพึ่งพาดอลลาร์ หนุนแรงซื้อจากธนาคารกลางตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา การที่ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำมากกว่า 1,000 ตันต่อปี
ติดต่อกันถึง 3 ปี ทำให้ความต้องการทองคำจากภาคธนาคารกลางเพิ่มขึ้นจนมีสัดส่วนราว 1 ใน 4ของอุปสงค์ทองคำโลก และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาปี 2569 คาดว่าธนาคารกลางหลายประเทศทั่วโลกจะยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องแม้ราคาจะอยู่ในระดับสูงก็ตาม
4.ผู้เล่นรายใหม่จากโลกดิจิทัล เสริมสร้างตลาดทองคำ
ปีนี้ตลาดทองคำยังได้เห็น “ผู้เล่นรายใหม่” จากฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้นสะท้อนว่าทองคำไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ของโลกการเงินแบบดั้งเดิมเท่านั้นแต่กำลังถูกเชื่อมโยงเข้ากับโลกคริปโทและเงินดิจิทัลอย่างชัดเจน
นายธนรัชต์ ประเมินว่า “เป้าหมายราคาทองโลกปี 2569 ฮั่วเซ่งเฮงให้ไว้ที่ 4,770-5,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ขณะที่ราคาทองภายในประเทศอยู่ที่ระดับ 70,000-76,200 บาทต่อบาททองคำ(คำนวณจากค่าเงินบาทที่ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ)”
กลยุทธ์การลงทุน
“การลงทุนระยะยาว”
ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ต้องมีในพอร์ตการลงทุนเพื่อป้องกันความผันผวนของตลาดและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมือง แนะนำกลยุทธ์ทยอยสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนหรือ DCA (Dollar-Cost Averaging)โดยอาจทยอยสะสมทุกเดือนในจำนวนเงินเท่า ๆ กันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนทั้งเป็นการสร้างวินัยการออมและการลงทุน
“การลงทุนระยะสั้น”
แม้ว่าปีหน้าราคาทองโลกยังคงเป็นขาขึ้น แต่การไล่ซื้อในช่วงที่ราคาสูงจะทำให้มีความเสี่ยงสูงตามไปด้วยดังนั้น หากนักลงทุนวางแผนและกำหนดกลยุทธ์ตั้งแต่ก่อนเข้าซื้อ พร้อมกับรักษาวินัยการลงทุนจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำกำไร





