“ปานเทพ-อัจฉริยะ” ยื่นหลักฐานชุดใหม่กว่า 1,300 หน้าให้ดีเอสไอ ก่อนสรุปปิดคดี “แตงโม ” ชื่อมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงในคดี พร้อมตั้งข้อสังเกตแตงโมอาจไม่ได้อยู่บนเรือในช่วงเวลาสำคัญ
วันนี้ (19 มิ.ย.69) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามคดีการเสียชีวิตของ “แตงโม นิดา” หลังหารือกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ก่อนสรุปปิดคดีตรวจสอบโค้งสุดท้าย ว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐบิดเบือนข้อเท็จจริงในคดีตามความผิด ม.157 จริงหรือไม่
นายปานเทพ ระบุว่า มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินในฐานะนิติบุคคลที่ได้รับมอบอำนาจจากคุณแม่แตงโม นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร้องโดยตรง หลังจากถูกตำรวจฟ้องอย่างน้อย 3 คดี และยกฟ้องทั้งหมดในศาลชั้นต้น จากคดีเหล่านั้นทำให้ได้เบาะแสการนำสืบทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยและสามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลายประการ ทำให้รู้ว่าแตงโมไม่ได้ตกเรือ แตงโมไม่ได้อยู่บนเรือ และไม่ได้โดนใบพัดเรือจนทำให้เสียชีวิต
นอกจากนี้การได้รับมอบอำนาจจากคุณแม่แตงโม ทำให้ยังพบว่ายังไม่มีใครเข้าถึงเอกสารในสำนวนหลักได้ รวมถึงไฟล์ภาพ วิดีโอและภาพถ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีที่อยู่ในสำนวน ทำให้เรายิ่งมั่นใจว่ามีการบิดเบือนคดีความ
โดยจากการยืนยันเรื่องของวิดีโอตำแหน่งและการตัดต่อภาพ สิ่งที่เราสรุปในฐานะภาคประชาชนและได้ส่งมอบให้กับดีเอสไอเพื่อบอกว่าแต่งแตงโมไม่ได้ตกเรือ และแตงโมไม่ได้อยู่บนเรือในเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นสาระสำคัญที่สุด เพราะจากการตรวจสอบ ในเวลา 20.36 น. เป็นต้นไป ไม่ปรากฏรูปแตงโม ทำให้เราเชื่อได้ว่าแตงโมหายไปตั้งแต่เวลาดังกล่าวเป็นต้นไป
อีกทั้งยังพบเบาะแสสำคัญจากสะพานซังฮี้ขาไปในเวลาประมาณ 21.51 น. พบว่าขณะนี้นับคนบนเรือได้ 5 คน และเวลา 21.54 น. ตั้งแต่วินาที 42 – 44 มีภาพเงาเห็นคนบนเรือครบ 6 คน ก่อนจะถึงสะพานพระราม 8 ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่ามีภาพตัดต่อคู่กับ “กระติก” โดยไม่มีภาพเดี่ยวของแตงโมเลย รวมไปถึงบริเวณที่มีภาพกระติกกับแสงเวลา 22.06 น. กล้องวงจรปิดไม่มี มีแต่ภาพถ่ายทางโทรศัพท์และจากการตรวจสอบ GPS เรือ ซึ่งเป็นช่วงเวลาขากลับเลยสะพานพระราม 8 ภาพชุดนี้อ้างว่าแตงโมเป็นคนถ่ายภาพ แต่สิ่งที่น่าสนใจมีภาพกระติกเดี่ยวโผล่ขึ้นมา 1 ภาพในเวลา 22.13 น. แต่ความจริงภาพนี้ถ่ายเวลา 21.57 น. มันไม่สอดรับกัน แต่เราตรวจสอบแล้วเป็นภาพขาไปไม่ใช่ขากล่าว อีกจุดเป็นภาพที่ผ่านสะพานพระราม 8 เป็นปกติ ส่วนขากลับใต้สะพานซังฮี้ จากการตรวจสอบการนับคนบนเรือเหลือเพียง 5 คนบนเรือเท่านั้น ซึ่งในเวลานี้จะเห็นได้ว่าในเวลาจริงที่เลยจุดผ่านสะพานพระราม 8 ไปแล้วเป็นเวลา 22.11 น. ทำให้ภาพกระติกเดี่ยวที่ถูกใช้ภาพในรายการดังรายการหนึ่งครั้งแรก และไม่อ้างตำแหน่ง แต่ละระบบเวลา เป็นตำแหน่ง 22.13 น. ปรากฏเวลาขัดแย้งกัน เพราะถ้าผ่านสะพานครั้งนี้ไปแล้ว ถ่ายภาพข้างหลังเป็นสะพานพระราม 8 ไม่ได้ ดังนั้นจึงมีการปรับแก้เวลาการแถลงข่าวของตำรวจ รวมถึงการปรับแก้เวลาที่สอดรับกับ GPS เรือ

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบภาพจากกล้องบริเวณจุดท่าเรือพูลพิพัฒน์ในเวลา 22.13 น. ซึ่งแม้แผ่นบันทึกภาพต้นฉบับจะชำรุด แต่ภาพดังกล่าวเคยถูกนำมาใช้ในคดีอื่นก่อนหน้านี้ ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าบนเรือเหลือบุคคลเพียง 5 คน เช่นเดียวกับภาพในช่วงก่อนหน้า
ส่วนกรณีภาพเวลา 22.34 น. 10 วินาที ที่มีการอ้างว่าเป็นช่วงที่แตงโมตกจากเรือนั้น นายปานเทพ ระบุว่า จากการวิเคราะห์ของนายเอกราช นามโภคิน และพยานผู้เชี่ยวชาญก่อนหน้านี้ พบว่าเป็นเพียงเงาวัตถุที่ลอยขึ้น ไม่ใช่ภาพบุคคลตกน้ำ จึงไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันว่าแตงโมตกเรือในช่วงเวลาดังกล่าว และจากการตรวจสอบอย่างละเอียดเห็นชัดว่าภาพสำคัญมีการตัดต่อคือช่วงเวลาที่ 21.56 น. เพื่อทำให้เห็นเสมือนว่าแตงโมยังมีชีวิต
นายปานเทพ กล่าวว่า เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน ทั้งภาพถ่าย กล้องวงจรปิด และข้อมูล GPS ทำให้คณะทำงานสรุปในเบื้องต้นว่า หลังผ่านสะพานซังฮี้แล้วไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันว่ามีแตงโมอยู่บนเรือ
สำหรับการจัดทำความเห็นเพิ่มเติมในคดีครั้งนี้ เป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย อาทิ นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์, นายเอกราช นามโภคิน , นายคมสัน โพธิ์คง , ทนายความในคณะทำงาน และผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคน ซึ่งใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลต่อเนื่องหลายเดือน รวมถึงทำงานติดต่อกันจนถึงช่วงตี 3 ที่ผ่านมา ก่อนนำเอกสารมายื่นในวันนี้
นายปานเทพ กล่าวอีกว่า ประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือบาดแผลบริเวณข้อพับขวาของแตงโม ซึ่งมีลักษณะเป็นโพรงและรูลึกหลายจุดและพบไขมันปลิ้นออกมา ประกอบกับพบรอยช้ำที่หัวเข่าทั้งสองข้าง โดยคณะทำงานเห็นว่า ลักษณะบาดแผลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการถูกใบพัดเรือเพียงอย่างเดียว และไม่สอดคล้องกับอุบัติเหตุตกเรือตามที่มีการสรุปไว้ก่อนหน้านี้

“เมื่อพิจารณาบาดแผลทั้งหมดรอบขาในหลายทิศทาง หลายองศา ตามหลักนิติเวช พวกเราเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดจากใบพัดเรือ และมีความชัดเจนว่ามีการบิดเบือนคดีความในคดนี้ขึ้น เราทำทั้งหมดนี้ในนามภาคประชาชนเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับแตงโมและคุณแม่แตงโมให้ได้อย่างดีที่สุด“ นายปานเทพ กล่าว
ทั้งนี้คณะทำงานได้รวบรวมเอกสารความเห็นเพิ่มเติมจำนวนกว่า 1,300 หน้า พร้อมเอกสารอ้างอิงด้านนิติเวชและกระบวนการตรวจพิสูจน์ตามหลักวิชาชีพ เพื่อส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษใช้ประกอบการพิจารณาในคดีต่อไป
นายอัจฉริยะ ระบุว่า ขณะนี้ มีคำให้การของคนที่อยู่บนเรือ และตำรวจ ที่ดูแลระบบกล้องวงจรปิด โดยทั้ง 4 คนให้การในชั้นศาลและในชั้นสอบสวนไม่ตรงกัน ในประเด็นช่วงเวลาที่นางสาวนิดาตกเรือเสียชีวิต บางคนบอกว่านางสาวนิดาตกเรือช่วง 21.00 น. บางคนบอกเวลา 22.00 น. ส่วนตำรวจแถลงว่าตกในเวลา 22.34 น. ประกอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ได้มาเบิกความที่ศาลอาญาว่าไม่เคยเห็นนางสาวนิดาตกเรือในช่วงเวลาใด ซึ่งบุคคลคนนี้มีมีความสำคัญเกี่ยวกับการดูกล้องวงจรปิดทั้งขาไปและขากลับ ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ในศาลอาญา ประเด็นต่อมาคือตัวเองได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีกับบุคคลบนเรือ อีกสองคน ที่สถานีตำรวจภูธรนนทบุรี ซึ่งล่าสุด ได้มีการออกหมายเรียกบุคคลทั้งสองคนให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาในการสร้างพยานหลักฐาน เช่นการเปลี่ยนเรือหรือการตัดต่อภาพ ยืนยัน ส่วนตัวยังเชื่ออยู่ว่าจากนางสาวนิดาถูกฆาตกรรม ในวันนี้ก็ขอให้เป็นไปตามกรรมและตัวเองก็เชื่อว่าสิ้นเดือนนี้ ดีเอสไอจะมีมีมติเป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับคดีนี้เนื่องจากข้อมูลที่ให้เป็นข้อมูลที่รวบรวมกันมานาน ยืนยันจะไม่ให้น้องนางสาวนิดาเสียชีวิตฟรีเพราะตัวเองดูถึง 11 คดีและเสียเงินทำคดีกว่า 1 ล้านบาทแล้วและตัวเองก็คงไม่ยอมถูกดำเนินคดี
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews