“ณัฐพงษ์” พบผู้บริหาร GISTDA คุยข้อมูลบริหารจัดการภัยพิบัติ จัดทำข้อเสนอใช้ข้อมูลคาดการณ์-บริหารภัยพิบัติให้แม่นยำกว่านี้ ย้ำความสำคัญการมีศูนย์รวมข้อมูล
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายณัฐพล โตวิจักษ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรคประชาชน และนายนิธิกร บุญยกุลเจริญ นักนโยบายดิจิทัล พรรคประชาชน เข้าหารือกับคณะผู้บริหาร GISTDA ที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ศูนย์ราชการฯ เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและข้อมูลดาวเทียม เพื่อการช่วยเหลือประชาชน ในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ล่าสุด และการบริหารจัดการภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โดยนายณัฐพงษ์และคณะ ได้ร่วมรับฟังการบรรยายจากคณะผู้บริหาร GISTDA พร้อมแลกเปลี่ยนซักถามข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการภัยพิบัติ พร้อมข้อเสนอที่สามารถนำไปสู่การปรับปรุง การใช้ข้อมูลจาก GISTDA และการบริหารจัดการภัยพิบัติในอนาคตให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้
นายณัฐพงษ์ ระบุว่า สิ่งที่มีการหารือกันในวันนี้ สำหรับกรณีการฟื้นฟูเยียวยา สามารถใช้ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งบ้านจากไปรษณีย์ไทย ผ่าน D/ID เพื่อใช้ประกอบกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่ประมวลผลข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลังในการเร่งจ่ายเงินเยียวยา น่าจะสามารถนำไปสู่การระบุพิกัดที่แม่นยำได้ว่าบริเวณไหนได้ผลกระทบบ้าง พร้อมออกแบบการจ่ายเงินเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ ก่อนหน้านี้การเยียวยาภัยพิบัติมักมีปัญหาที่ประชาชนต้องพิสูจน์ว่า เป็นผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ ต้องมีการทำประชาคม ต้องให้ผู้ใหญ่บ้านรับรอง กว่าจะได้เงินเยียวยาก็ล่าช้า
ข้อเสนอของตน คือ ควรจะมีการแบ่งจ่ายเงินเยียวยาเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเงินเยียวยาพื้นฐาน ที่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติได้รับเท่ากันทุกคนโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ กับอีกส่วนคือการเยียวยาตามที่ได้รับความเสียหายจริง ที่ต้องอาศัยการพิสูจน์ ซึ่งวันนี้ได้มีการหารือว่าจากข้อมูลของ GISTDA การออกแบบเช่นนี้จะพอทำได้หรือไม่ โดยนำข้อมูลภัยพิบัติจริงมาซ้อนทับเลเยอร์ข้อมูลด้านอื่นๆ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าทำได้ และไปรษณีย์ไทยก็สามารถ สนับสนุนข้อมูลพิกัด-เลขที่บ้านได้ ในฐานะรัฐวิสาหกิจให้การกำกับดูแลของกระทรวง DE
ทั้งนี้ จากการหารือได้ทราบว่า ที่ผ่านมา GISTDA มีการเก็บข้อมูลแผนที่น้ำท่วมมาต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ปี 2543 มา สิ่งที่ตนได้สอบถามหารือไปคือภาครัฐสามารถนำข้อมูลที่ GISTDA มีอยู่ มาประกอบกับข้อมูลระดับความลึก (DEM) ของพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในอดีต และข้อมูลปริมาณน้ำฝน เพื่อคาดการณ์ภัยพิบัติล่วงหน้าอย่างแม่นยำและเป็นวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่ คำตอบก็คือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้
ดังนั้น ข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐมีอยู่แล้ว จึงควรใช้ข้อมูลเหล่านี้มาคาดการณ์ได้ ครั้งนี้ข้อมูลบ่งชี้อยู่แล้วว่าปริมาณฝนมากกว่าในอดีต ถ้ามีการทำงานโดยเอาข้อมูลนี้มาประมวลผลล่วงหน้า จะสามารถทำให้ประชาชนเชื่อถือการแจ้งเตือนมากขึ้น ไม่เพียงแต่บอกเพียงระดับน้ำเท่านั้น แต่สามารถประมวลผลร่วมกับข้อมูล Cell Site จากผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ในการประเมินจำนวน ผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องสั่งอพยพ/ตกค้างในพื้นที่ ซึ่งข้อดีของการใช้ข้อมูล Cell Site คือ การได้ข้อมูลจำนวนคนจริงที่มีความแม่นยำกว่าการใช้ทะเบียนราษฎร์ และสามารถทราบถึงสัญชาติของชาวต่างชาติ ที่อยู่ในบริเรณที่เกิดภัยพิบัติจากการเปิด roaming เพื่อใช้ในการส่งต่อข้อมูลประสานงานไปยังสถานทูตประเทศต่าง ๆ ได้อีกด้วย
การใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศจาก GISTDA จะเป็นส่วนสำคัญในการจัดการภัยพิบัติ ทั้งก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ เช่น การฟื้นฟูเยียวยา ฯลฯ ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ
นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวต่อไปว่า ปัญหาที่สะสมมานานของประเทศไทยคือ เรายังขาดชุดข้อมูลที่มีคุณค่าสูง (High Value Datasets) และเป็นปัจจุบัน เช่น ฐานข้อมูลประชากรที่ต้องใช้ Data การคาดการณ์ ประชากรจากแหล่งอื่น ๆ แทนที่จะมีพิกัดอย่างแม่นยำ พร้อมกับข้อมูล GIS ด้านผังเมืองที่ยังไม่อัพเดท เซนเซอร์ภาคพื้นดินที่ใช้วัดปริมาณฝนก็ต้องละเอียดขึ้น ก็จะทำให้สามารถนำวิทยาศาสตร์ มาใช้รับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews