ปธ.สศช.มองไทยเสี่ยงถูกตอบโต้ทางการค้าจากสหรัฐฯ หลัง ทรัมป์ เข้าทำเนียบขาวอีกครั้ง คาดขึ้นภาษีก่อน เรียกเจรจารายประเทศ
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปาฐกถาพิเศษ “การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทย” ในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 42 การสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจไทย จะต้องแก้ปัญหาที่คั่งค้างก่อน และรับมือกับความเสี่ยงใหม่ คือ การรับมือกับความท้าทายของโลก จากนโยบายผู้นำประเทศใหม่
โดยปัญหาคั่งค้างของไทยคือปัญหาหนี้สิน ประชาชนที่แก่ตัวลงทำให้ GDP ขยายตัวต่ำและแรงงานขาดแคลน คุณภาพการศึกษาของไทยถดถอยลง ภาคเกษตรยังขาดประสิทธิภาพโดยใช้แรงงาน 30% ภาคเกษตรใช้พื้นที่ 40% แต่สัดส่วนต่อ GDP ต่ำ มีการนำเข้าแก๊สธรรมชาติและน้ำมันดิบที่ยังมีราคาสูง รัฐบาลขาดดุลงบประมาณสูง การใช้งบประมาณทางการคลังทำได้ค่อนข้างต่ำ
และปัญหาใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจาก 2 ชาติมหาอำนาจ คือ จีนและสหรัฐ ปัญหาจากจีนที่กำลังมุ่งพลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วยการส่งออกอุตสาหกรรมและกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศเป็นเรื่องรอง แต่มุ่งไปยังต่างประเทศทั่วโลกแทน ทำให้กดดันการค้าของไทย และนโยบายของทรัมป์คือการจับตาการค้า การขาดดุลการค้าจึงโดนจับตาเป็นพิเศษ
เพราะมองเป็นการถูกเอาเปรียบถูกโกง ต้องเร่งแก้ปัญหาด้วยการเก็บภาษีศุลกากร อย่างน้อย 10-20% และเก็บจากจีน 60% เพราะเกินดุลการค้าสหรัฐมากที่สุด และไทยอย่าหวังว่าจีนจะเข้ามาลงทุนและส่งออกไปสหรัฐมากขึ้นเพราะเชื่อว่าสหรัฐรู้ดี โดยเฉพาะไทยที่เกินดุลการค้าอยู่ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งโดนขึ้นบัญชีอยู่แล้ว โดยเป็นไปได้สูงที่ทรัมป์จะปรับภาษีขึ้นสูงไปอีก โดยการปรับขึ้นก่อนและเรียกเจรจารายประเทศ ที่สูงกว่ามากซึ่งไทยจะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษในเรื่องของสินค้าเกษตร เพราะมีการเก็บภาษีนำเข้าสูง 20-30%
หลังการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐแล้ว ซึ่งเคยมีแนวคิดว่าการเก็บภาษีศุลกากร การขึ้นภาษีเป็นอำนาจต่อรอง ทรัมป์อาจอ้างภาวะฉุกเฉินทางการค้า อาจปรับภาษีขึ้นไปก่อนและเรียกเจรจาเป็นรายไป การส่งออกของไทยคิดเป็นสัดส่วน 50% ต่อ GDP หากเกิดสงครามการค้า GDP ไม่มีโอกาสเติบโตได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน รวมถึงการปรับอัตราดอกเบี้ย การลดภาษีรายได้นิติบุคคล
จะทำให้สหรัฐขาดดุลมากขึ้น ส่งผลทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็ง จะมีผลต่อค่าเงินบาทของไทยด้วยนอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนกับปัญหาหนี้สาธารณะทำให้นโยบายการคลังมีข้อจำกัดมากขึ้น มองว่าการแก้หนี้หรือการพักหนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้ทำให้ GDP โตขึ้น แต่ควรจะเพิ่มปัจจัยทางการผลิต เช่น พลังงานที่เรานำเข้าถึง19%ต่อ GDP
ซึ่งต้นทุนพลังงานของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่ง การจะชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศจะทำได้ยากขึ้น จึงต้องเร่งความร่วมมือกับกัมพูชาในการขุดเจาะร่วมกัน การใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งถือว่าปลอดภัย เพราะใช้มา 73 ปี แต่เกิดอุบัติเหตุเพียง 3 ครั้ง ซึ่งถือเป็นพลังงานที่คุ้มค่าที่สุด
ไทยยังคงมีทางออกที่ดีจากการพัฒนาจุดแข็งด้าน Soft Power จากการทำให้นามธรรมเป็นรูปธรรม ให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจให้มากที่สุดโดยพัฒนาการให้บริการที่ดี ซึ่งทรัมป์ไม่สามารถเก็บภาษีกับสินค้าบริการได้มากเท่ากับเก็บภาษีจากสินค้า
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews