“พริษฐ์” บี้ กกต.-ดีเอสไอ ใช้มาตรฐานเดียวสอบทุกสี

การเมือง ข่าว
“พริษฐ์” บี้ กกต.-ดีเอสไอ ใช้มาตรฐานเดียวสอบทุกสี จี้ รัฐมนตรีตอบข้อกล่าวหาแทนฟ้องผู้เปิดโปงคดีโกง สว. ย้ำหากมีการจ้าง สมัคร โหวต หรือเสนอผลประโยชน์ ถือเป็นพฤติกรรมที่ต้องส่งศาลทั้งหมด

 

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กรณีนายกรัฐมนตรีเตรียมดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) หลังเปิดเผยข้อมูลที่อ้างว่ามีรัฐมนตรีและนักการเมือง 9 คนเกี่ยวข้องกับคดีโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

 

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ใช้อำนาจรัฐ สิ่งที่ควรทำคือการชี้แจงข้อกล่าวหาต่อสาธารณะ มากกว่าการฟ้องร้องผู้ที่ตั้งคำถาม เพราะข้อมูลที่นายยิ่งชีพนำเสนอมีรายละเอียดค่อนข้างเฉพาะเจาะจง และสามารถตอบข้อสงสัยได้โดยตรง พร้อมยกตัวอย่างกรณีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาว่าเคยเข้าร่วมประชุมกับ สว.จำนวนมากที่โรงแรมพูลแมน เพื่อหารือเรื่องการเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา โดยระบุว่า หากข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริง ก็ควรชี้แจงว่าในวันดังกล่าวอยู่ที่ใด เดินทางไปโรงแรมดังกล่าวหรือไม่ และหากไปจริง ได้มีการหารือเรื่องใด

Screenshot

เช่นเดียวกับกรณีนายทรงศักดิ์ ทองศรี ที่มีข้อมูลสอดคล้องกับคำให้การของพยานในจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งกล่าวอ้างว่ามีการติดต่อพูดคุยกับผู้สมัคร สว.   นายพริษฐ์ ระบุว่า สิ่งที่ควรทำคือการชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่ใช่ดำเนินคดีกับผู้เปิดเผยข้อมูล นอกจากนี้ ยังยกกรณีนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ถูกกล่าวอ้างว่าปรากฏตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่งก่อนการเลือก สว.ระดับประเทศ โดยเห็นว่าควรชี้แจงว่ามีการเดินทางไปสถานที่ดังกล่าวจริงหรือไม่

 

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ภาพรวมแล้ว นักการเมืองและรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิงควรตอบคำถามของสังคม เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลครบทุกด้าน ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ ทั้งการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด การติดต่อสื่อสาร และหลักฐานอื่น ๆ ที่หน่วยงานรัฐสามารถเข้าถึงได้ พร้อมมองว่า การตรวจสอบควรแยกเป็นสองส่วน คือ ฝ่ายการเมืองต้องชี้แจงข้อกล่าวหา ขณะที่หน่วยงานตรวจสอบต้องยืนยันว่าดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างรอบด้าน ก่อนตัดสินใจว่าจะส่งคดีเข้าสู่ศาลหรือไม่

 

ส่วนการฟ้องผู้เปิดเผยข้อมูลเข้าข่ายการใช้กฎหมายปิดปากหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า สังคมสามารถตีความเจตนาได้เอง แต่หากผู้ถูกกล่าวหาไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็สามารถยืนยันข้อเท็จจริงและให้หน่วยงานตรวจสอบพิสูจน์ข้อมูลได้ สำหรับข้อกังวลว่าหน่วยงานตรวจสอบอาจอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายบริหาร นายพริษฐ์ ระบุว่า แม้รัฐบาลจะมีอำนาจหลายด้าน แต่ไม่สามารถควบคุมเสียงของประชาชนได้ พร้อมเรียกร้องให้สังคมติดตามการทำหน้าที่ของ กกต.อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการพิจารณาคดีที่คาดว่าจะมีข้อสรุปในเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมยังเตือนว่า หาก กกต.มีพยานหลักฐานเพียงพอ แต่ตัดสินใจไม่ส่งคดีเข้าสู่ศาล โดยเฉพาะหากเป็นการปกป้องเครือข่ายนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง ก็ต้องพิจารณาถึงความรับผิดชอบของตนเองในอนาคต

 

ส่วนกรณีที่พรรคภูมิใจไทยตั้งข้อสังเกตว่าหากมีการตรวจสอบ สว.กลุ่ม “สีน้ำเงิน” ก็ควรตรวจสอบ สว.กลุ่ม “สีส้ม” ด้วย นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนยืนยันมาตลอดว่า ไม่ว่าข้อกล่าวหาจะเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือกลุ่มการเมืองใด ก็ต้องได้รับการตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน หากมีหลักฐานว่าผู้ใดกระทำผิด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ

Screenshot

นายพริษฐ์ ยังยกตัวอย่างคดีเลือก สว.ในจังหวัดชลบุรี ที่ กกต.เคยมีมติส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา ทั้งที่มีเพียงหลักฐานการสนทนาทางแชตไลน์เกี่ยวกับการแลกคะแนน โดยไม่มีหลักฐานเรื่องเส้นเงินหรือการจ้างบุคคล จึงเห็นว่าหากคดีปัจจุบันมีหลักฐานเข้มข้นกว่า ทั้งเรื่องการว่าจ้าง การจ่ายผลประโยชน์ และการจัดการเครือข่าย กกต.ก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกันในการส่งเรื่องให้ศาล

 

พร้อมย้ำว่า หากคดีที่มีเพียงแชทไลน์ยังถูกส่งเข้าสู่ศาล แต่คดีที่มีข้อกล่าวหาเรื่องเส้นเงิน การว่าจ้าง และการจัดตั้งเครือข่ายขนาดใหญ่กลับไม่ถูกส่ง ก็จะทำให้เกิดคำถามต่อมาตรฐานการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.

 

นายพริษฐ์ ยังปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าฝ่ายค้านไม่กล้าเปิดเผยรายชื่อผู้เกี่ยวข้อง จนทำให้นายยิ่งชีพต้องออกมาเปิดข้อมูลเอง โดยยืนยันว่าฝ่ายค้านใช้ทั้งกลไกในและนอกสภาเดินหน้าตรวจสอบเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และเตรียมจัดเวทีเสวนาอีกครั้งในสัปดาห์นี้ เพื่อนำเสนอพยาน หลักฐาน และข้อมูลชุดใหม่ต่อสาธารณะ

Screenshot

ในตอนท้าย นายพริษฐ์ ย้ำว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านเรียกว่า “โกง สว.” ไม่ใช่เพียงการรวมกลุ่มผู้สมัครหรือการจัดทำโพย แต่หมายถึงพฤติกรรมที่มีการจ้างคนมาสมัคร จ้างลงคะแนน เสนอผลประโยชน์ เงิน ตำแหน่ง หรือสนับสนุนค่าเดินทางและค่าที่พัก ซึ่งเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างชัดเจน

 

“ไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร สังกัดกลุ่มการเมืองสีใด หรือมีแนวคิดทางการเมืองแบบใด หากมีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์ จ้างคนสมัคร จ้างคนลงคะแนน หรือสัญญาจะให้ผลตอบแทน หน่วยงานตรวจสอบต้องส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาทั้งหมด ด้วยมาตรฐานเดียวกัน”

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่