อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเกิดขึ้นในสภาฯ แล้ว เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … หรือ กฎหมายนิรโทษกรรม ตามที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ด้วยคะแนน เห็นชอบ 306 เสียง ไม่เห็นชอบ 141 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ส่งผลให้กฎหมายซึ่งถูกเรียกว่า “กฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมือง” เดินหน้าสู่ขั้นตอนประกาศใช้ต่อไป
กฎหมายฉบับนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี โดยนิรโทษกรรมผู้ที่กระทำความผิดจากแรงจูงใจหรือมูลเหตุทางการเมืองในหลายฐานความผิด ครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบหลายพันคน
โดยกฎหมายยังคงกำหนดข้อยกเว้นสำคัญ ไม่ครอบคลุมความผิดฐานทุจริตและประพฤติมิชอบ ความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ความผิดต่อส่วนตัว และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ประเด็นสำคัญที่ถูกอภิปรายอย่างเข้มข้น คือการที่วุฒิสภาแก้ไขมาตรา 11 เพิ่มข้อความไม่ให้ใช้มาตรการฟื้นฟูเยียวยากับเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จนกลายเป็นหัวใจของการถกเถียงตลอดทั้งวัน
ฝ่ายที่สนับสนุนการแก้ไขของวุฒิสภา เห็นว่า การยกเว้นมาตรา 112 แม้ในกรณีของเยาวชน จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการใช้เด็กเป็นเครื่องมือทางการเมืองอีกในอนาคต
ด้าน “นิกร จำนง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า หากเปิดช่องให้นิรโทษกรรมเยาวชนในคดีมาตรา 112 อาจกลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการกระทำลักษณะเดิมซ้ำอีก พร้อมย้ำว่า หากกฎหมายฉบับนี้ไม่ผ่าน จะทำให้ประชาชนอีกกว่า 6,000 คน ต้องรอความเป็นธรรมต่อไป จึงควรเดินหน้ากฎหมายเพื่อยุติความขัดแย้งที่สะสมมานาน
ขณะพรรคเพื่อไทย นำโดย “จาตุรนต์ ฉายแสง” ”ชูศักดิ์ ศิรินิล“ ระบุว่า แม้เห็นต่างกับการตัดมาตรการเยียวยาเยาวชนออก แต่ตัดสินใจสนับสนุนร่างกฎหมายทั้งฉบับ โดยให้เหตุผลว่า การเริ่มต้นที่เกิดขึ้นจริง มีคุณค่ามากกว่าการรอคอยกฎหมายที่สมบูรณ์แบบแต่ไม่มีวันเกิดขึ้น เหมือนดังเช่น “ภูมิธรรม เวชยชัย” เคยระบุไว้ว่า กฎหมายฉบับนี้คือก้าวแรกของการคลี่คลายความขัดแย้ง พร้อมย้ำว่า หากสังคมไทยมีความพร้อมในอนาคต ก็ยังสามารถกลับมาพิจารณาประเด็นที่ละเอียดอ่อนได้อีกครั้ง
ส่วน “จักรภพ เพ็ญแข” เปรียบเทียบว่า วันนี้อาจยังไม่สามารถพาทุกคนข้ามทะเลไปพร้อมกันได้ แต่จำเป็นต้องสร้าง “เรือ” เพื่อพาคนส่วนใหญ่เดินหน้าก่อน แล้วจึงย้อนกลับมารับผู้ที่ยังตกค้างในภายหลัง
ขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชน แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภา โดยเห็นว่าเป็นการสร้างมาตรฐานที่แตกต่างในการบังคับใช้กฎหมาย
“พริษฐ์ วัชรสินธุ” ระบุว่า การสร้างสังคมสันติสุขไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากยังเลือกปฏิบัติกับประชาชนต่างกลุ่ม พร้อมเปรียบเทียบว่ารัฐสภากำลัง “ปิดประตู” ใส่เด็กและเยาวชนที่ควรได้รับโอกาสเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู
ด้าน “ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์” ระบุว่า การนิรโทษกรรมที่เปิดประตูให้คนบางกลุ่ม แต่ปิดประตูใส่อีกกลุ่มหนึ่ง ไม่อาจเรียกว่าเป็นการสร้างสังคมสันติสุขได้
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นอภิปราย คือการเพิ่มบัญชีแนบท้ายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีสมาชิกหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า อาจนำไปสู่การตีความว่าครอบคลุมคดีเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่
ทำให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.พรรคประชาชาติ และ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส.พรรคประชาธิปัตย์ ต่างเรียกร้องให้มีความชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาเรื่องการนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวข้องกับการได้มาของสมาชิกวุฒิสภาในอนาคต
ด้านผู้อภิปรายฝ่ายสนับสนุนกฎหมาย ยืนยันว่า บัญชีแนบท้ายดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมการทุจริตเลือกตั้งหรือคดีที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา และเป็นเพียงการเขียนถ้อยคำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แม้ร่างกฎหมายฉบับนี้จะยังไม่สามารถคลี่คลายทุกประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองได้ทั้งหมด แต่การผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของกระบวนการนิรโทษกรรมที่เกิดขึ้นผ่านกลไกรัฐสภาภายใต้รัฐบาลพลเรือน และนับเป็นการล้างคดีทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย
อย่างไรก็ตาม การยกเว้นคดีตามมาตรา 112 รวมถึงข้อถกเถียงเรื่องการเยียวยาเยาวชนและขอบเขตของบัญชีแนบท้าย ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตา และอาจเป็นโจทย์สำคัญของการเมืองไทยในการแสวงหาความปรองดองและสันติสุขในระยะต่อไป
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN