ครม.เงา ซัดรบ.ปล่อยไทยเสี่ยงเป็นฮับส่งออกกัญชา จี้นายกฯเร่งแก้

การเมือง ข่าว
ครม.เงา ซัดรัฐบาลปล่อยไทยเสี่ยงเป็นฮับส่งออกกัญชา จี้นายกฯ เร่งอุดช่องโหว่กฎหมาย-คุมเข้มการลักลอบส่งออก “ภัทรพงศ์” ชี้ รัฐนิ่งเฉยสารพิษปนเปื้อน 6 ลุ่มน้ำ จี้ใช้งบกลางปี 2570 แก้ปัญหาเร่งด่วน “พิศาล” เสนอ 3 แนวทางใช้การทูตเชิงรุก เจรจาจีน-ใช้จุดแข็งไทยต่อรองมหาอำนาจ

 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) โดยหยิบยกปัญหากัญชาและยาเสพติดเป็นประเด็นสำคัญ พร้อมแสดงความกังวลว่า ประเทศไทยกำลังเสี่ยงกลายเป็นศูนย์กลางหรือฮับ (Hub) การส่งออกกัญชาของโลก และอาจถูกหลายประเทศมองว่าเป็นฐานปฏิบัติการของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและผู้ค้ายาเสพติด โดยปัจจุบันพบการจับกุมการลักลอบขนกัญชาจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกรมศุลกากร ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 พบการจับกุมเกือบ 3,000 คดี ยึดกัญชาได้กว่า 300,000 กิโลกรัม มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท และยังมีอีกหลายกรณีที่สามารถลักลอบออกนอกประเทศได้สำเร็จ

ยกตัวอย่างล่าสุดที่ฮ่องกง เจ้าหน้าที่ตรวจยึดกัญชาแห้งจากประเทศไทยน้ำหนัก 23 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 16.9 ล้านบาท ขณะที่โปแลนด์และเยอรมนีตรวจพบกัญชาซุกซ่อนในตู้คอนเทนเนอร์กว่า 1.2 ตัน มูลค่าประมาณ 450 ล้านบาท ส่วนอินโดนีเซียสามารถตรวจยึดช่อดอกกัญชาคุณภาพสูงจากประเทศไทยได้ถึง 3.37 ตัน สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการลักลอบส่งออกกำลังสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

 

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ต้นตอของปัญหาเริ่มตั้งแต่ปี 2565 หลังมีการปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด แต่กลับไม่มีการออกกฎหมายกำกับดูแลที่รัดกุม ทั้งที่หลายประเทศปลายทางยังถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย ส่งผลให้ประเทศไทยตกอยู่ในสายตาของประชาคมโลก นอกจากผลกระทบด้านภาพลักษณ์แล้ว ยังมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐระบุว่า ผู้ป่วยจิตเวชที่เกี่ยวข้องกับการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นจากประมาณ 6,500 รายในปี 2562 เป็นมากกว่า 20,000 รายในปี 2566 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า สะท้อนว่าการปลดล็อกกัญชาโดยไม่มีกฎหมายควบคุมที่เพียงพอ ทำให้ปัญหาบานปลาย

 

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า พรรคประชาชนไม่ได้คัดค้านการใช้กัญชาทางการแพทย์ แต่เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายควบคุมที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค โดยชี้ว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2565-2569 พรรคภูมิใจไทยในฐานะผู้ผลักดันนโยบายปลดล็อกกัญชา ไม่สามารถผลักดันกฎหมายควบคุมที่สมบูรณ์ได้ ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย พร้อมระบุว่า ปัจจุบันกฎหมายยังไม่มีการกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ซื้อผลิตภัณฑ์กัญชา แตกต่างจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีกฎหมายควบคุมอย่างชัดเจน อีกทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 ยังมีใบอนุญาตเพียง 3 ประเภท ได้แก่ ใบอนุญาตขายและแปรรูป ใบอนุญาตส่งออก และใบอนุญาตวิจัย แต่ไม่มีใบอนุญาตสำหรับการผลิต ทำให้รัฐไม่สามารถตรวจสอบปริมาณการผลิตหรือสต๊อกกัญชาที่แท้จริงในประเทศได้

หัวหน้าพรรคประชาชน เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการเร่งด่วน โดยระยะสั้น นายกรัฐมนตรีต้องสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงาน ป.ป.ส. หน่วยงานด้านความมั่นคง และกรมศุลกากร เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกกัญชาและยาเสพติดทุกประเภท ส่วนระยะกลางและระยะยาว ต้องเร่งผลักดันกฎหมายควบคุมกัญชาให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อปิดช่องโหว่ที่เกิดขึ้น

 

ขณะเดียวกัน นายภัทรพงศ์ ลีลาพัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวถึงปัญหาสารพิษปนเปื้อนจากเหมืองแร่หายากในประเทศเพื่อนบ้าน ว่า ขณะนี้ปัญหาได้ขยายวงกว้างครอบคลุม 6 ลุ่มน้ำ ได้แก่ แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และลำน้ำกระบุรี ส่งผลให้ตรวจพบสารหนู ตะกั่ว และโลหะหนักในน้ำ ตะกอนดิน ปลา และพื้นที่เกษตรกรรม กระทบต่อสุขภาพของประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างหนัก โดยธุรกิจท่องเที่ยวริมแม่น้ำกกได้รับผลกระทบจนต้องปิดกิจการมากกว่า 80% ขณะที่สินค้าการเกษตรในพื้นที่ริมแม่น้ำกกถูกประเทศคู่ค้า เช่น ญี่ปุ่น ระงับการนำเข้า เนื่องจากกังวลเรื่องการปนเปื้อนสารพิษ พร้อมวิจารณ์ว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม แม้งบประมาณปี 2570 จะไม่มีการจัดสรรงบสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลใช้งบกลางเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน และผลผลิตทางการเกษตรอย่างเป็นระบบ

 

พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูลกลางเพื่อใช้ในการเจรจากับต่างประเทศ รวมถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่เกษตรและสนับสนุนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ

นายภัทรพงศ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลแทบไม่มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ โดยตลอดกว่า 1 ปีที่ผ่านมา มีการหารือกับเมียนมาอย่างเป็นทางการเพียงครั้งเดียว ขณะที่คณะทำงานหลายชุดแทบไม่ได้ประชุม ทำให้ประชาชนต้องลุกขึ้นขับเคลื่อนปัญหาด้วยตนเอง

 

ด้านนายณัฐพงษ์ เสริมว่า การแก้ปัญหาจะต้องอาศัยการทูตเชิงรุก เพราะเหมืองจำนวนมากไม่ได้อยู่ในพื้นที่ควบคุมของรัฐบาลเมียนมา จึงจำเป็นต้องใช้เวทีเจรจากับประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเห็นว่าหากรัฐบาลจีนเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับจีนในสายตาคนไทยด้วย

 

ขณะที่นายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูต เสนอแนวทาง 3 ประการในการใช้การทูตเพื่อแก้ปัญหา เริ่มจากข้อแรก ให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการเจรจา ใช้ศักยภาพด้านภูมิรัฐศาสตร์ของไทยเป็นเครื่องมือต่อรองกับประเทศมหาอำนาจ

 

ข้อที่สอง คือ ไม่ควรจำกัดการเจรจาเฉพาะรัฐบาลเมียนมา แต่ควรเปิดการหารือกับรัฐบาลจีนโดยตรง เนื่องจากมีข้อมูลว่าบริษัทจีนถือหุ้นในเหมืองแร่หายากหลายแห่งในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมใช้การทูตอย่างมีชั้นเชิงเพื่อผลักดันให้จีนมีบทบาทในการแก้ไขปัญหา

 

ส่วนข้อสุดท้าย หากจีนยังไม่แสดงความกระตือรือร้นเพียงพอ รัฐบาลไทยควรยกระดับความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ซึ่งแสดงความพร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาค พร้อมเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเชิญผู้แทนประเทศเหล่านี้หารือในระดับรัฐมนตรี เพื่อสร้างแรงผลักดันทางการทูตและแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่