ไทยดึง รมต.ต่างประเทศอาเซียนประชุมนัดพิเศษรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง “สีหศักดิ์” ห่วงพลังงาน-เศรษฐกิจโลกสะเทือน มอง กัมพูชา มีพฤติกรรมย้อนแย้ง ระหว่างสิ่งที่พูดกับสิ่งที่ทำ บอกประชุม JBC กำลังพิจารณา ขอไทยมีรัฐบาลใหม่ก่อน
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ผ่านระบบออนไลน์ โดยใช้เวลาประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที มีรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า นายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยตนเอง แต่ส่งผู้แทนเข้าร่วมแทน โดยภายหลังการประชุม นายสีหศักดิ์ แถลงว่า การประชุมครั้งนี้เป็นความริเริ่มของประเทศไทย เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีความน่ากังวลอย่างมาก และอาจส่งผลกระทบต่อประเทศในอาเซียนทั้งโดยตรงและโดยอ้อม จึงเห็นว่าประเทศสมาชิกควรหารือร่วมกันเพื่อประเมินสถานการณ์และหาทางประสานความร่วมมือในการบรรเทาผลกระทบ รวมถึงเตรียมความพร้อมของภูมิภาคในการรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางขณะนี้เกิดจากการปะทะกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้ทางทหาร และมีหลายประเทศในภูมิภาคแสดงความกังวลต่อแนวโน้มที่ระเบียบโลกซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพกติการะหว่างประเทศกำลังถูกบั่นทอน
ทั้งนี้ อาเซียนมีความกังวลต่อความรุนแรงที่ยังดำเนินอยู่และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะยุติลงเมื่อใด โดยประเทศสมาชิกยังคงยืนยันจุดยืนตามแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และมุ่งสู่การเจรจาทางการทูต เนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อชีวิตของประชาชนพลเรือน ราคาพลังงาน ความมั่นคงด้านพลังงาน ภาวะเงินเฟ้อ ตลอดจนความมั่นคงทางอาหาร และในที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการรับมือของแต่ละประเทศ โดยประเทศไทยมีมาตรการประหยัดพลังงาน ขณะที่ในระดับภูมิภาค อาเซียนมีกรอบความร่วมมือด้านปิโตรเลียม ซึ่งกำหนดว่าหากประเทศใดประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน ประเทศสมาชิกอื่นสามารถให้ความช่วยเหลือได้
แม้ว่ากรอบความร่วมมือดังกล่าวจะยังไม่เคยถูกนำมาใช้จริงก็ตาม
นอกจากนี้ อาเซียนยังมีโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาค รวมถึงการพัฒนาพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เช่น โครงการสายส่งไฟฟ้าจาก สปป.ลาว และโครงการในฟิลิปปินส์ ซึ่งในระยะยาวจำเป็นต้องขยายความร่วมมือด้านพลังงานกับประเทศคู่เจรจาที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่
นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวว่า หนึ่งในความร่วมมือที่เกิดขึ้นแล้วคือการช่วยเหลือประชาชนของประเทศสมาชิกอาเซียนที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง โดยประเทศต่าง ๆ พร้อมให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกรณีที่บางประเทศไม่มีสถานทูตในพื้นที่ เช่น กรณีที่สิงคโปร์จัดเที่ยวบินเหมาลำไปรับพลเมืองของตนเองและได้ช่วยรับประชาชนจากประเทศอาเซียนอื่นกลับมาด้วย
“อาเซียนต้องเรียกร้องให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นโดยเร็วผ่านการทูตและสันติวิธี ในระยะยาวเราต้องร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกาสากล การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน อาเซียนสามารถตอบสนองร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว และเป็นการยกระดับความร่วมมือของภูมิภาคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น”
อย่างไรก็ตาม นายสีหศักดิ์ ยอมรับว่า แม้หลายฝ่ายจะเรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง แต่ในขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณที่ชัดเจนของพื้นที่การเจรจา พร้อมย้ำว่าแม้อาเซียนจะไม่สามารถกำหนดทิศทางความขัดแย้งได้โดยตรง แต่สามารถทำงานร่วมกันเพื่อรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้น
ส่วนความเป็นไปได้ของโครงการความร่วมมือด้านพลังงานในอาเซียน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การดำเนินการในทางปฏิบัติอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคไม่ได้เป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ โดยประเทศที่ผลิตน้ำมันหลักในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน และเวียดนาม ซึ่งส่วนใหญ่ใช้พลังงานเพื่อการบริโภคภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม หลักการของความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นเจตนารมณ์ที่ดีในการช่วยเหลือกันในยามวิกฤติ
นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยย้ำว่าประเทศไทยต้องการให้การหยุดยิงเป็นไปอย่างยั่งยืน และต้องสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ตนมีความไม่สบายใจต่อพฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชาที่ดูเหมือนจะมีความย้อนแย้งระหว่างสิ่งที่กล่าวกับสิ่งที่ดำเนินการจริง โดยเฉพาะกรณีที่กัมพูชาพยายามนำประเด็นความขัดแย้งไปหยิบยกในเวทีระหว่างประเทศหลายแห่ง เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ องค์การยูเนสโก และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้การแก้ไขปัญหาทวิภาคีมีความซับซ้อนมากขึ้น
สำหรับข้อเสนอของกัมพูชาที่ต้องการให้มีการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) นั้น นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยพร้อมพิจารณา แต่เห็นว่าควรให้ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่ก่อน เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องเขตแดนและต้องดำเนินการตามขั้นตอนของประเทศ
นายสีหศักดิ์ ยังเปิดเผยด้วยว่า ล่าสุดได้รับรายงานว่ามีคณะสมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้เดินทางไปเยือนกัมพูชา และมีความพยายามร้องขอไม่ให้มีการขายเครื่องบินให้ประเทศไทย ซึ่งมองว่าเป็นการดึงประเทศที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาระหว่างสองประเทศ จึงเรียกร้องให้กัมพูชามองไปข้างหน้าและหลีกเลี่ยงการดำเนินการที่จะทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถเดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์และแก้ไขปัญหาร่วมกันได้อย่างสร้างสรรค์
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews