“น้ำมันแพง”ส่องมาตรการทั่วโลก รับมือวิกฤต

Video คลิปข่าวทั่วไป ข่าว
เดิมทีราคาน้ำมันก็ไม่นิ่ง และมีแนวโน้มสูงขึ้นตามกลไกตลาด แต่เมื่อเกิดจากสงคราม ที่สหรัฐฯกับอิสราเอล รวมหัวกันโจมตีอิหร่าน เมื่อสัปดาห์ก่อน จนอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุช ยิงถล่มเรือน้ำมันของอมริกา และยุโรป ตลอดจนสงครามที่ยืดเยื้อถึงขั้นยิงถล่มคลังน้ำมัน โรงกลั่นน้ำมันกันแล้ว ก็ยิ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นขึ้นอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหลายฝ่ายกังวลว่าอาจทะลุไปถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาเรล เหมือนช่วงสงครามรัสเซีย เมื่อ 4 ปีก่อน กลายเป็นวิกฤตพลังงาน กระทบระบบเศรษฐกิจไปทั่วโลกอีกครั้ง

การสู้รบ ยังคงดำเนินต่อไป และยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติในเร็ววันนี้ ตามที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” พยายามส่งสัญญาณ ทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆทั่วโลก เร่งหามาตรการ รับมือกับวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นโดยกลุ่มประเทศ จี7 ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา,แคนาดา,ฝรั่งเศส,เยอรมนี,อิตาลี,ญี่ปุ่น,สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป มีการประชุมฉุกเฉิน หาข้อสรุป “ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินร่วมกัน”เพื่อสกัดราคาน้ำมันโลกที่พุ่งแรงจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ผลการประชุม มีเพียง 3 ชาติที่เห็นด้วย ทำให้มติที่ออกมา “จึงยังไม่ปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง” ในเวลานี้ แต่พร้อมดำเนินการหากวิกฤตรุนแรงขึ้น

ขณะที่ “จีน” ซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่าน ได้รับผลกระทบจากวิกฤตนี้มากลำดับตนๆ เพราะก่อนหน้านี้ แหล่งน้ำมันอีกแห่งของจีนคือเวเนซูเอล่า ก็ถูกอเมริกาบุกยึดไปแล้วเช่นกันโดยคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน ออกประกาศ ปรับขึ้นเพดานราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลขายปลีกในประเทศ 695 หยวนต่อตัน สำหรับเบนซิน (ประมาณ 3,233 บาท) และ 670 หยวนต่อตัน สำหรับดีเซล (ประมาณ 3,116 บาท) ซึ่งเป็นราคาสูงสุดในรอบ 4 ปี อีกทั้ง จีนยังขอให้โรงกลั่นขนาดใหญ่ในประเทศ “ระงับการส่งออกน้ำมัน”และพยายามยกเลิกการส่งมอบตามสัญญาที่ได้ตกลงไว้ก่อนเกิดสงครามด้วย

ส่วน “ญี่ปุ่น”ซึ่งนายกรัฐมนตรี “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ยืนยันว่า ญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีใช้เพียงพอในประเทศได้นานถึง 254 วัน หรือเกือบ 9 เดือน

ก็กำลังหามาตราการที่เหมาะสมสำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว ลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ แต่ในเบื้องต้น สั่งการให้เตรียมพร้อมสำหรับการระบายน้ำมันสำรองออกมาใช้แล้ว แต่ยังไม่กำหนดวันที่ชัดเจน

ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน วางแผนจะเพิ่มวงเงินงบประมาณส่วนการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับดำเนินมาตรการตรึงราคาน้ำมันบางประเภท และค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้ ตลอดจน กลับมาพิจารณาแผนใช้น้ำมัน “B50″ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงผสมระหว่างไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม 50% และดีเซลทั่วไป 50% ด้วย

ส่วน”เวียดนาม เพื่อนบ้านของเรา รัฐบาลกำลังวางแผนที่จะ “ระงับภาษีนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง”เป็นการชั่วคราว เพื่อรับประกันว่า จะจัดหาน้ำมันเข้ามาในประเทศได้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

สำหรับประเทศไทย นายกฯ”อนุทิน ชาญวีรกุล” สั่งตรึงราคาดีเซล เป็นเวลา 15 วัน ก่อนมีคำสั่ง สั่งระงับส่งออกน้ำมันชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง แต่ยังส่งออกไป สปป.ลาว และ เมียนมาได้ ก่อนที่จะถูก “ศรีสุวรรณ จรรยา” ยื่น ปปช.ตรวจสอบว่า เข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือไม่ เพราะมีเครือญาติมีธุรกิจพลังงานใน สปป.ลาว ก่อนที่ ในช่วงคำของวานนี้ “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” รัฐมนตรีพลังงาน ได้ออกประกาศใหม่ โดยระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ยกเว้น สปป.ลาว และเมียนมา พร้อมสั่งผู้ค้าน้ำมันเพิ่มปริมาณสำรองตามกฎหมายจากร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 3 ภายในเดือนเมษายน เพื่อยืดความมั่นคงด้านพลังงานออกไปอีก 7 วัน

นอกจากนี้ อีกหลายประเทศ เช่น ปากีสถาน อินเดีย เปลี่ยนแหล่งนำเข้าน้ำมัน โดยหันไปซื้อจากรัสเซีย แทนกลุ่มตะวันออกลาง เพราะไม่สามารถขนส่ง
ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ เพื่อรองรับภาวะขาดแคลนน้ำมัน เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรป ก็มีการขยับตัวหาแหล่งซื้อก๊าซธรรมชาติใหม่ เพื่อรองรับวิกฤตพลังงาน จะเห็นได้ว่า หลายประเทศ ที่ไม่มีแหล่งน้ำมัน และก๊าซ เป็นของตัวเอง มีมาตรการรับมือวิกฤตน้ำมันแพง ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ มีคำสั่งระงับการส่งออก เพื่อให้ในประเทศมีน้ำมันเพียงพอ มีเพียงรัฐบาลไทย ที่ยังใจดีระงับส่งออกแบบมีข้อยกเว้น ยังส่งออกให้บางประเทศได้

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews