“เต้-มงคลกิตติ์” ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน วินิจฉัยเลือกตั้ง 3 หน่วยไม่พร้อมกัน ส่อขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสงสัยการจัดซื้อบัตรเลือกตั้ง
วันนี้ (18 ก.พ. 69) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้” หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ได้ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีการเลือกตั้งที่ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จในวันเดียวกัน 3 หน่วย โดยเห็นว่าอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 102 วรรค 2 ซึ่งอาจส่งผลให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการซื้อบัตรเลือกตั้ง และเรียกร้องให้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เปิดเผยรายละเอียดเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อชี้แจงถึงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน
นายมงคลกิตติ์ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับกรณีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2557 จากสถานการณ์การชุมนุมของ กปปส. ที่มีการปิดหน่วยเลือกตั้งในหลายพื้นที่ ส่งผลให้การเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ จึงมีการปิดกั้นการเลือกตั้ง 2 ลักษณะ คือ 1) ไม่สามารถเปิดรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ และ 2) มีผู้สมัครแล้วแต่ไม่สามารถจัดการลงคะแนนเสียงได้ โดยการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 57 มีหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศประมาณ 99,487 หน่วย แต่มีหน่วยเลือกตั้งอย่างน้อย 28 แห่งที่ไม่สามารถจัดการลงคะแนนได้

ศาลรัฐธรรมนูญ จึงวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากขัดต่อหลักการตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้การเลือกตั้งต้องจัดขึ้นในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 102 วรรคสอง ซึ่งระบุให้การจัดการเลือกตั้งต้องเป็นวันเดียวกันทั่วประเทศ ตามที่ กกต. ประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ส่งผลให้การเลือกตั้งปี 57 ถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ
กรณีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กพ. 57 ซึ่งเกิดเหตุการชุมนุมของ กปปส. ส่งผลให้หน่วยเลือกตั้งบางแห่งไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งในลักษณะไม่สามารถเปิดรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง และบางพื้นที่มีผู้สมัครแล้วแต่ไม่สามารถจัดการลงคะแนนได้ โดยมีหน่วยเลือกตั้งอย่างน้อย 28 หน่วยที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามกำหนด
อย่างไรก็ตาม ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงเหตุผลด้านความสุจริตและความเป็นธรรมของการเลือกตั้ง โดยมองว่าการจัดเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปผ่านไปแล้ว อาจทำให้ประชาชนรับรู้แนวโน้มผลการเลือกตั้งหรือสถานการณ์ทางการเมืองก่อนลงคะแนน ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจและกระทบต่อหลักการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรมได้

นอกจากนี้ มีการกล่าวถึงกระบวนการจัดซื้อบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่า นายแสวง เป็นผู้ลงนามดำเนินการจัดซื้อบัตรเลือกตั้งทั้งหมด โดยจัดจ้างพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 56,100,000 ฉบับ วงเงินราคา 86.955 ล้านบาท อนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 68 และประกาศผู้ชนะการประมูลเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 68 คือ บริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด ขณะที่บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จำนวน 56,100,000 ฉบับ มีราคา 75,735,000 บาท อนุมัติเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 68 และประกาศผลผู้ชนะเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 68 เช่นกัน โดยผู้ชนะคือ บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (TKS)
พร้อมเรียกร้องให้ นายแสวง เปิดเผยรายละเอียดเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) เพื่อชี้แจงว่ามีการกำหนดเรื่องบาร์โค้ดไว้หรือไม่ หากใน TOR ระบุเรื่องบาร์โค้ดไว้ และต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ อาจส่งผลต่อผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่หาก TOR ไม่ได้กำหนดเรื่องบาร์โค้ด ก็มีข้อสงสัยว่าบาร์โค้ดดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และอาจเข้าข่ายมีการดำเนินการเกินกว่าขอบเขตที่ TOR กำหนด
ทั้งนี้ นายมงคลกิตติ์ระบุว่า เตรียมยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ในวันถัดไป เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยกรณีการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร โดยเห็นว่าเป็นการจัดการเลือกตั้งโดยตรงที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พร้อมยื่นคำร้องในฐานะผู้ได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews